ความล้มเหลวในการประหารชีวิต "คริสตา ไพค์" สะท้อนให้เห็นปัญหาอะไรบ้าง เกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Reuters/Getty Images/BBC
- Author, หลุยส์ บาร์รูโช
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ทนายความของคริสตา ไพค์ นักโทษแดนประหารชีวิตในรัฐเทนเนสซี กล่าวว่าเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังเจ้าหน้าที่พยายามดำเนินการประหารชีวิตเธอด้วยการฉีดยาพิษ แต่กลับไม่เป็นผลสำเร็จ
หนึ่งในทีมทนายของไพค์ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ไพค์ วัย 50 ปี "กำลังได้รับการช่วยเหลือเพื่อรักษาชีวิต" ในโรงพยาบาลหลังจากมีการฉีดสารเพนโทบาร์บิทัล (pentobarbital) เข้าสู่ร่างกายจำนวนสองเข็ม
รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดพลาดไปในเรื่องดังกล่าวนั้นยังคงทยอยเปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ
ไพค์ถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อปี 1996 จากคดีฆาตกรรมคอลลีน สเลมเมอร์ วัย 19 ปี และการประหารชีวิตของเธอตกเป็นประเด็นการต่อสู้ทางกฎหมายจวบจนนาทีสุดท้าย
นี่นับเป็นการประหารชีวิตครั้งที่สองของรัฐเทนเนสซีที่ไม่ประสบความสำเร็จในปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ค. เจ้าหน้าที่ได้เลื่อนการประหารชีวิตโทนี คาร์รัทเธอร์ส ผู้ต้องโทษซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีลักพาตัวและสังหารเหยื่อ 3 รายเมื่อปี 1994 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาเส้นเลือดเพื่อฉีดยาที่ใช้ประหารชีวิตได้สำเร็จ
การประหารชีวิตมีขั้นตอนอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต (Death Penalty Information Center หรือ DPIC) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกา ระบุว่านับตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งเป็นปีที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามการใช้โทษประหารชีวิตเป็นการชั่วคราว ในขณะที่มีผู้ถูกประหารชีวิตในสหรัฐฯ จำนวน 1,683 คน
ในจำนวนนี้ มีนักโทษประหารที่เป็นผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนราว 1% หรือ 18 คน
ฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต ยังแสดงให้เห็นว่า มีผู้ถูกประหารชีวิต 47 คนในปี 2025 ซึ่งเป็นยอดรวมรายปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 และเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 25 คนในปี 2024
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนโทษประหารชีวิตของประชาชนสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี โดยผลสำรวจล่าสุดของแกลลัพ (Gallup) พบว่าในปี 2025 ชาวอเมริกัน 52% สนับสนุนโทษดังกล่าวขณะที่ 44% คัดค้าน ซึ่งเป็นระดับการคัดค้านสูงที่สุดที่แกลลัพเคยบันทึกไว้นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 1966
นับตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา รัฐต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ใช้วิธีประหารชีวิตหลัก 5 วิธี ได้แก่
- การฉีดยาพิษ
- การใช้เก้าอี้ไฟฟ้า
- การยิงเป้า
- การรมแก๊ส
- การแขวนคอ
การฉีดยาพิษยังคงเป็นวิธีที่มีการใช้มากที่สุด โดยคิดเป็น 89% ของการประหารชีวิตทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 1976 ศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต ระบุว่า ปัจจุบันทุกรัฐที่ยังมีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตมักใช้วิธีฉีดยาพิษ แม้ว่าหลายรัฐจะอนุญาตให้ใช้วิธีอื่นเป็นทางเลือกด้วยก็ตาม
นับตั้งแต่ปี 1996 พบว่าไม่มีการใช้วิธีประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในรัฐใดเลย ซึ่งในปีนั้นรัฐเดลาแวร์ได้ประหารชีวิตบิลลี เบลีย์ ส่วนรัฐนิวแฮมป์เชียร์เคยกำหนดให้วิธีนี้เป็นทางเลือกสำรองในกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีฉีดยาพิษได้ แต่ต่อมาได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปในปี 2019 อย่างไรก็ตาม กฎหมายยกเลิกดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง ทำให้ยังมีนักโทษหนึ่งรายที่ต้องโทษประหารชีวิตค้างอยู่ แม้ว่ารัฐนิวแฮมป์เชียร์จะไม่ได้ดำเนินการประหารชีวิตใครเลยนับตั้งแต่ปี 1939 ก็ตาม
ในปัจจุบัน โทษประหารชีวิตยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายใน 27 รัฐของสหรัฐฯ รวมถึงภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางและกฎหมายทหาร ทั้งนี้ มี 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอไฮโอ ออริกอน และเพนซิลเวเนีย ได้ระงับการประหารชีวิตไว้ชั่วคราว และยังมีอีกหลายรัฐที่แม้กฎหมายยังอนุญาตให้ใช้โทษประหารชีวิต แต่ก็ไม่ได้มีการประหารชีวิตมานานหลายปีแล้ว
ทั้งนี้ เฉพาะรัฐฟลอริดาเพียงรัฐเดียว มีการประหารชีวิต 19 ราย ในปี 2025 คิดเป็นประมาณ 40% ของจำนวนผู้ถูกประหารชีวิตทั้งหมดทั่วประเทศ
ยาชนิดใดที่ใช้ในการประหารชีวิต
ในอดีต รัฐหลายแห่งในสหรัฐฯ ใช้กระบวนการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษโดยใช้ 3 ชนิดประกอบด้วย
- ยาสลบหรือยาระงับประสาท (ส่วนใหญ่มักเป็นโซเดียมไทโอเพนทัล และต่อมาคือมิดาโซแลม)
- ยาหย่อนกล้ามเนื้อ (เวคูโรเนียม โบรไมด์)
- โพแทสเซียมคลอไรด์ เพื่อทำให้หัวใจหยุดเต้น
โซเดียมไทโอเพนทัลถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเป็นเวลาหลายปี แต่บริษัทยาเริ่มแสดงจุดยืนคัดค้านการนำผลิตภัณฑ์ของตนไปใช้ในการประหารชีวิต ผู้ผลิตจึงยุติการจัดส่งยาเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ขณะที่มาตรการจำกัดการส่งออกจากยุโรปยิ่งทำให้ยาชนิดนี้หาได้ยากขึ้น
รัฐหลายแห่งจึงหันมาใช้ยาเพนโทบาร์บิทอลเพียงชนิดเดียว โดยให้ยาแก่ผู้ต้องขังในปริมาณสูง เพื่อกดการทำงานของสมองและระบบหายใจ
ในขณะนั้น ยาดังกล่าวมีจำหน่ายอย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ โดยเมื่อใช้ในปริมาณน้อย จะเป็นยาระงับประสาทและยาควบคุมอาการชัก นอกจากนี้ยังถูกใช้โดยสัตวแพทย์เพื่อทำการุณยฆาตสัตว์อีกด้วย
รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็ใช้เพนโทบาร์บิทอลเป็นยาประหารชีวิตเพียงชนิดเดียวเช่นกัน นับตั้งแต่ปรับมาใช้กระบวนการแบบยาเดี่ยวในปี 2019 แม้จะเผชิญภาวะขาดแคลนยาก็ตาม
ผลจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้รัฐหลายแห่งหันไปพึ่งร้านขายยาปรุงยาตามสั่ง (compounding pharmacies) ซึ่งผลิตยาเป็นชุดตามความต้องการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดน้อยกว่าผู้ผลิตยาโดยตรง นอกจากนี้ รัฐหลายแห่งยังออกกฎหมายปกปิดตัวตนของผู้จัดหายา ส่งผลให้ที่มาของยาที่ใช้ในการประหารชีวิตมักไม่เป็นที่เปิดเผย
แม้จะเป็นเช่นนั้น บันทึกความยาว 48 หน้าของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (Department of Justice - DOJ) ที่เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. ยังคงระบุว่า เพนโทบาร์บิทอลเป็น "มาตรฐานสูงสุดของยาที่ใช้ในการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษ"
ศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิตระบุว่า เมื่อประสบความยากลำบากในการจัดหายาเพื่อใช้ในการประหารชีวิตอย่างถูกกฎหมายมากขึ้น รัฐบางแห่งต้องทดลองใช้ยาและสูตรยารูปแบบใหม่ ส่งผลให้การประหารชีวิตยืดเยื้อ โดยนักโทษแสดงอาการเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน องค์กรดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ภาวะขาดแคลนยาทำให้ต้นทุนการประหารชีวิตเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
ในปี 2014 ผู้ว่าการรัฐโอคลาโฮมาประกาศระงับการประหารชีวิต หลังเกิดความผิดพลาดในการฉีดยาพิษประหารนักโทษ ส่วนรัฐลุยเซียนาไม่มีการประหารชีวิตมาตลอด 15 ปี เนื่องจากไม่สามารถจัดหายาที่จำเป็นได้ การระงับดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2025 ด้วยการประหารชีวิต เจสซี ฮอฟฟ์แมน จูเนียร์ โดยใช้ก๊าซไนโตรเจน
วิธีการประหารชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ที่มาของภาพ, Tennesse Department of Corrections
บันทึกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. ยังสั่งการให้เรือนจำของรัฐบาลกลางขอบเขตวิธีการประหารชีวิตให้ครอบคลุมถึงการใช้ชุดเพชฌฆาตยิงเป้า การรมด้วยก๊าซ และการใช้เก้าอี้ไฟฟ้า
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วย "เสริมความเข้มแข็ง" ให้กับโทษประหารชีวิต ด้วยการ "ยับยั้งอาชญากรรมอันมีลักษณะโหดเหี้ยมสูง มอบความยุติธรรมแก่เหยื่อ และช่วยให้ครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ปิดฉากความสูญเสียที่ยืดเยื้อมานาน"
รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้สั่งระงับการประหารชีวิตนักโทษส่วนใหญ่ในเรือนจำของรัฐบาลกลาง และก่อนออกจากตำแหน่ง อดีตประธานาธิบดีได้อภัยโทษให้แก่นักโทษประหาร 37 รายจากทั้งหมด 40 ราย ในเรือนจำของรัฐบาลกลาง
ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสนับสนุนโทษประหารชีวิตมาอย่างยาวนาน ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมกลับมาผลักดันการบังคับใช้โทษประหารอีกครั้งในวันแรกที่กลับเข้ารับตำแหน่ง เมื่อเดือน ม.ค. 2025
เก้าอี้ไฟฟ้า
การประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าเคยเป็นวิธีหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันพบได้น้อยมาก
มีรัฐ 9 แห่งที่ยังอนุญาตให้ใช้วิธีนี้ โดยรัฐเซาท์แคโรไลนากำหนดให้การใช้เก้าอี้ไฟฟ้าเป็นวิธีหลักในการประหารชีวิต ขณะที่อีก 8 รัฐใช้เป็นทางเลือกหรือวิธีสำรองจากการฉีดยาพิษ ซึ่งยังคงเป็นวิธีหลัก นับตั้งแต่ปี 1976 มีการประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าทั้งหมด 163 ครั้ง แต่มีเพียง 19 ครั้งเท่านั้นที่เกิดขึ้นหลังปี 2000 โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในรัฐเทนเนสซีเมื่อปี 2020
การยิงเป้า
การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าเคยถูกมองว่าเป็นวิธีการที่ล้าสมัยและตกยุคไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐเซาท์แคโรไลนาได้กลับมาใช้วิธีนี้อีกครั้งในปี 2025 ขณะที่รัฐไอดาโฮประกาศให้การยิงเป้าเป็นวิธีประหารชีวิตหลักในเดือน ก.ค. 2026 หลังเผชิญปัญหาในการจัดหายามาใช้ในการฉีดยาพิษ
ก๊าซไนโตรเจน
รัฐแอละแบมา กลายเป็นรัฐแรกที่ดำเนินการประหารชีวิตด้วยวิธีทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนด้วยก๊าซไนโตรเจน (nitrogen hypoxia) ในปี 2024 ก่อนที่รัฐลุยเซียนาจะนำวิธีนี้มาใช้ตามในเดือน มี.ค. 2025 วิธีดังกล่าวเป็นการทำให้ผู้ต้องขังขาดออกซิเจนโดยบังคับให้สูดดมก๊าซไนโตรเจนบริสุทธิ์ ผู้สนับสนุนมองว่านี่เป็นทางเลือกที่ใช้ได้จริงแทนการฉีดยาพิษ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านโต้แย้งว่า วิธีการดังกล่าวยังผ่านการใช้งานจริงมาไม่มากนัก และก่อให้เกิดข้อกังวลด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ผู้วิพากษ์วิจารณ์มีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
กลุ่มนักวิพากษ์วิจารณ์โทษประหารชีวิตมองว่า ปัญหาการจัดหาสารสำหรับการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษ รวมถึงกรณีการประหารชีวิตที่เกิดความผิดพลาดหลายครั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการประหารชีวิตจะสามารถดำเนินไปอย่างมีมนุษยธรรมได้จริงหรือไม่
การฟ้องร้องทางกฎหมายส่วนใหญ่มักมีประเด็นหลักอยู่ที่ความกังวลว่าขั้นตอนการใช้ยาบางอย่างอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น นักรณรงค์กล่าวว่าขั้นตอนเหล่านั้นละเมิดข้อห้ามของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เกี่ยวกับการลงโทษที่โหดร้ายและผิดปกติ
นักวิจารณ์บางส่วนยังโต้แย้งด้วยว่า ผลกระทบจากการประหารชีวิตนั้นขยายวงกว้างไปไกลกว่าตัวนักโทษและครอบครัวของเหยื่อ
ฝ่ายคัดค้านยังชี้ถึงปัญหาการขาดความโปร่งใส เนื่องจากบางรัฐมีกฎหมายปกปิดตัวตนของผู้จัดหายา ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาและคุณภาพของยาที่ใช้ในการประหารชีวิตทำได้ยากขึ้น ผู้วิจารณ์บางส่วนยังมองว่า ผลกระทบจากการประหารชีวิตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวนักโทษและครอบครัวของเหยื่อเท่านั้น
ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อปี 2014 อัลเลน ออลต์ อดีตผู้บริหารระบบเรือนจำของรัฐจอร์เจียในช่วงทศวรรษ 1990 กล่าวว่า การประหารชีวิตทิ้งภาระทางจิตใจไว้กับผู้คุมเรือนจำยาวนานยิ่งนัก โดยส่งผลกับทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ บุคลากรทางการแพทย์ และบรรดาสักขีพยาน
"ผมยังคงฝันร้ายถึงมันอยู่" เขากล่าวกับบีบีซี "นี่คือการฆาตกรรมที่มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างแยบยลที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ และมันจะฝังลึกอยู่ในจิตใจของคุณไปตลอดชีวิต"



























