เทียบประกาศสำคัญของทรัมป์กับ 5 กรณีการซื้อขายในตลาด ถูกครหาเป็นอินไซเดอร์ เทรดดิง

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Image
ตลอดวาระดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก่อนที่เขาจะประกาศนโยบายหรือท่าทีสำคัญใด ๆ นักลงทุนบางส่วนจะวางเดิมพันเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ลงทุนในช่วงเวลานั้นเสมอ
บีบีซีได้ตรวจสอบข้อมูลปริมาณการซื้อขายในตลาดการเงินหลายแห่ง และนำมาเปรียบเทียบกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ผลการวิเคราะห์พบรูปแบบที่สอดคล้องกัน นั่นคือปริมาณการซื้อขายพุ่งขึ้นภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือในบางกรณีการซื้อขายก็พุ่งขึ้นเพียงไม่กี่นาที ก่อนจะมีการเผยแพร่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์หรือการให้สัมภาษณ์ออกสู่สาธารณะ
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า รูปแบบดังกล่าวมีลักษณะเข้าข่ายการซื้อขายโดยอาศัยข้อมูลภายใน (Insider Trading) อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งหมายถึงการเก็งกำไรในตลาดโดยอาศัยข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงได้
ขณะที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งเห็นว่า ภาพรวมของสถานการณ์มีความซับซ้อนกว่านั้น และนักเทรดบางรายอาจคาดการณ์การแทรกแซงของประธานาธิบดีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด 5 กรณีซึ่งบีบีซีได้นำมาพิจารณา
9 มีนาคม 2026: "สงครามแทบจะจบลงแล้วอย่างสมบูรณ์"
การเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่ที่สุดบางส่วนเกิดขึ้นในการซื้อขายน้ำมันในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านปะทุได้ 9 วัน ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส นิวส์ (CBS News) โดยกล่าวว่า ความขัดแย้งดังกล่าว "แทบจะจบลงแล้วอย่างสมบูรณ์"

- 18.29 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT): ปริมาณการเก็งกำไรราคาน้ำมันล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- 19.16 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT): ทรัมป์ระบุว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุด
- 19.17 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT): ราคาน้ำมันร่วงลง 25%
สาธารณชนได้ทราบถึงการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกในเวลา 15.16 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 19.16 น. ตามเวลา GMT (ตรงกับ 02.16 น. ของวันที่ 10 มี.ค. ตามเวลาในประเทศไทย) ทันทีที่ผู้สื่อข่าวเผยแพร่ข่าวนี้ผ่านทางแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X)
นักลงทุนในตลาดน้ำมันต่างตอบสนองกระแสข่าวว่าความขัดแย้งอาจยุติลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้วยการเทขายสัญญาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาดิ่งลงถึงประมาณ 25%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการซื้อขายในตลาดกลับบ่งชี้ว่ามีการแรงเข้าซื้อเพิ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากการวางเดิมพันว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงในปริมาณมหาศาล (Massive Short Positions) มาตั้งแต่เวลา 18.29 น. ตามเวลา GMT ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ผู้สื่อข่าวจะรายงานข่าวดังกล่าวถึง 47 นาทีเต็ม
กลุ่มนักลงทุนที่เข้าเก็งกำไรล่วงหน้าในระหว่างนั้นสามารถกวาดผลกำไรได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐจากความผันผวนของราคาในครั้งนี้
23 มีนาคม 2026: "ยุติความขัดแย้งอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์"
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. เพียงสองวันหลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะ "ทำลายล้าง" โรงไฟฟ้าของอิหร่าน เขาก็ได้เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล (Truth Social) ว่าวอชิงตันมีการ "สนทนาที่ดีและมีประสิทธิภาพมาก" กับอิหร่าน เพื่อนำไปสู่ "การยุติความขัดแย้งอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์"
ท่าทีดังกล่าวสร้างความประหลาดใจอย่างยิ่งต่อทั้งกลุ่มผู้สังเกตการณ์ทางการทูตและนักลงทุนในตลาด

- 10.48-10.50 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT): ปริมาณการเก็งกำไรราคาน้ำมันล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น
- 11.04 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT): ทรัมป์โพสต์ข้อความระบุถึง "การยุติ" ความขัดแย้ง "อย่างสมบูรณ์"
- 11.05 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT): ราคาน้ำมันร่วงลง 11%
ทันทีหลังจากนั้น ตลาดหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐอเมริกา (US benchmark price of oil) ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในสภาวะขาขึ้น กลับปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรง
บีบีซีรายงานในขณะนั้นว่า ในช่วง 14 นาทีก่อนที่ประธานาธิบดีจะเผยแพร่ข้อความ ได้เกิดปริมาณการเปิดสถานะเก็งกำไรต่อราคาน้ำมันสหรัฐฯ สูงขึ้นอย่างผิดปกติ
รูปแบบความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังพบได้เช่นเดียวกันในกลุ่มนักลงทุนที่เข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent Crude) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งราคาน้ำมันดิบอ้างอิงหลักของโลก
นักวิเคราะห์ด้านตลาดน้ำมันรายหนึ่งได้ให้ความเห็นกับสำนักข่าวบีบีซีในเวลานั้นว่า พฤติกรรมการซื้อขายเหล่านี้นั้นดู "ผิดปกติอย่างแน่นอน"
9 เมษายน 2025: ทรัมป์ระงับภาษีนำเข้าชั่วคราว
นอกเหนือจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว ยังมีตัวอย่างพฤติกรรมการซื้อขายอื่น ๆ ที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ตลาดเช่นกัน
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2025 ทรัมป์ประกาศวาระที่เขาเรียกว่า "วันแห่งการปลดปล่อย" (Liberation Day) ซึ่งคือการบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างกับสินค้าจากแทบทุกประเทศทั่วโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรง
ทว่าในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อทรัมป์ได้ประกาศ "ระงับ" การจัดเก็บภาษีดังกล่าวชั่วคราวเป็นเวลา 90 วันสำหรับทุกประเทศ ยกเว้นประเทศจีน ตลาดหุ้นก็กลับมาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงหลัก ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 9.5% ซึ่งถือเป็นสถิติการปรับตัวเพิ่มขึ้นภายในวันเดียว (Single-day gain) ที่สูงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
- 18.00 น. ตามเวลามาตรฐานฤดูร้อนของอังกฤษ (BST): นักลงทุนเริ่มเปิดสถานะเก็งกำไรปริมาณมหาศาลว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น
- 18.18 น. ตามเวลา BST: ทรัมป์ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีนำเข้า
- 18.19 น. ตามเวลา BST: ตลาดหุ้นเริ่มพุ่งทะยานขึ้นครั้งประวัติศาสตร์
นี่เป็นอีกครั้งที่พบรูปแบบการซื้อขายที่ผิดปกติซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าการประกาศสำคัญ ครั้งนี้มีปริมาณการเก็งกำไรที่สูงผิดปกติในกองทุนแห่งหนึ่งที่อ้างอิงผลตอบแทนตามดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500 tracking fund) ก่อนที่จะมีการแถลงการณ์ของทรัมป์ออกมา
ปริมาณการซื้อขายสัญญาพุ่งสูงขึ้นทะลุ 10,000 สัญญาต่อนาที ทันทีหลังเวลา 18.00 น. ตามเวลา BST (ช้ากว่าเวลาในไทย 6 ชม.) ทั้งที่ในช่วงก่อนหน้าของวันเดียวกัน ปริมาณการซื้อขายยังอยู่ที่ระดับเพียงหลักร้อยสัญญาเท่านั้น
มีรายงานว่านักลงทุนบางกลุ่มได้ทุ่มเม็ดเงินกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64 ล้านบาทไทย) เพื่อเก็งกำไรว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านี้ตลาดจะเผชิญกับสภาวะร่วงลงติดต่อกันมาถึง 7 วันรวดแล้วก็ตาม ซึ่งการพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงของตลาดในเวลาต่อมา คาดว่าจะสามารถสร้างผลกำไรให้แก่นักลงทุนกลุ่มนี้ได้เกือบ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 640 ล้านบาทไทย)
ในช่วงปลายสัปดาห์นั้น วุฒิสมาชิกอาวุโสหลายท่านจากพรรคเดโมแครตได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินแห่งนี้ ดำเนินการสืบสวนว่าการประกาศของประธานาธิบดี "เป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้แก่บุคคลวงในของรัฐบาลและพรรคพวก โดยอาศัยความเสียเปรียบของประชาชนชาวอเมริกัน" หรือไม่
เมื่อบีบีซีสอบถามไปยังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ว่าได้ดำเนินการตรวจสอบข้อกล่าวหาเหล่านี้แล้วหรือไม่ โฆษกของคณะกรรมการฯ ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้
ในขณะเดียวกันทำเนียบขาวก็ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอของบีบีซี ที่ขอให้ชี้แจงเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติทั้งหมดซึ่งถูกวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้
3 มกราคม 2026: นิโกลัส มาดูโร ถูกจับตัว

ที่มาของภาพ, Reuters
- ธ.ค. 2025: มีการสร้างบัญชีผู้ใช้ชื่อ "Burdensome-Mix"
- 2 ม.ค. 2026: บัญชีดังกล่าววางเดิมพันมูลค่า 32,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านบาทไทย) ว่าประธานาธิบดีมาดูโรจะถูกโค่นล้มอำนาจ
- 3 ม.ค. 2026: ประธานาธิบดีมาดูโรถูกควบคุมตัว ส่งผลให้บัญชี Burdensome-Mix กวาดกำไรไปถึง 436,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.9 ล้านบาทไทย)
การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าออนไลน์ (Online Predictions Markets) ในช่วงที่ผ่านมาดึงดูดความสนใจและการตรวจสอบจากผู้สังเกตการณ์ด้วยเช่นกัน
โพลีมาร์เก็ต (Polymarket) และคาลชิ (Kalshi) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเก็งกำไรในเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่สภาพอากาศ การแข่งขันเบสบอล ไปจนถึงทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
นายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นหนึ่งในนักลงทุนของโพลีมาร์เก็ตและดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการที่ปรึกษา นอกจากนี้เขายังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับแพลตฟอร์มคาลชิ โดยบีบีซีได้ติดต่อไปยังเขาเพื่อขอความเห็นในประเด็นดังกล่าวแล้ว
ในช่วงเดือน ธ.ค. 2025 มีผู้ใช้งานรายหนึ่งได้สร้างบัญชีบนแพลตฟอร์มโพลีมาร์เก็ตภายใต้ชื่อ "Burdensome-Mix" ต่อมาในวันที่ 30 ธ.ค. บัญชีดังกล่าวได้เปิดวางเดิมพันเป็นครั้งแรก โดยคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา จะพ้นจากตำแหน่งภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2026
ระหว่างวันที่ 30 ธ.ค. 2025 ถึง 2 ม.ค. 2026 บัญชี Burdensome-Mix ได้เข้าลงทุนในสถานะดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 32,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านบาทไทย)
เมื่อประธานาธิบดีมาดูโรถูกหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ เข้าควบคุมตัวและถูกโค่นล้มอำนาจในวันรุ่งขึ้น บัญชี Burdensome-Mix สามารถกวาดผลกำไรไปได้สูงถึง 436,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.9 ล้านบาทไทย)
หลังจากนั้นไม่นาน บัญชีดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อผู้ใช้งาน และไม่มีการวางเดิมพันใด ๆ เพิ่มเติมอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
กุมภาพันธ์ 2026: โจมตีอิหร่าน
- ก.พ. 2026: มีการสร้างบัญชีผู้ใช้งานใหม่จำนวน 6 บัญชีบนแพลตฟอร์มโพลีมาร์เก็ต (Polymarket)
- 28 ก.พ. 2026: ทั้งหกบัญชีนี้กวาดผลกำไรไปรวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 38.4 ล้านบาท)
ข้อมูลจากเว็บไซต์วิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน บับเบิลแมปส์ (Bubblemaps) ระบุว่า มีการสร้างบัญชีผู้ใช้งานใหม่จำนวน 6 บัญชีบนแพลตฟอร์มโพลีมาร์เก็ตในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
บัญชีทั้งหมดได้วางเงินเดิมพันว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านภายในวันที่ 28 ก.พ. และเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมายืนยันถึงปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวในช่วงรุ่งเช้าของวันเดียวกัน กลุ่มบัญชีเหล่านั้นก็สามารถกวาดผลกำไรไปได้รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 38.4 ล้านบาท)
บัญชีผู้ใช้งาน 5 จาก 6 บัญชีดังกล่าว ไม่มีการวางเดิมพันเพิ่มเติมอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของหนึ่งในบัญชีเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่า ในเวลาต่อมาบัญชีนั้นสามารถทำกำไรได้อีกถึง 163,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 ล้านบาท) จากการเก็งกำไรได้อย่างแม่นยำว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงภายในวันที่ 7 เม.ย. ซึ่งตรงกับวันที่สหรัฐฯ และอิหร่านประกาศข้อตกลงดังกล่าวพอดี
โพลีมาร์เก็ตชี้แจงต่อบีบีซีว่าแพลตฟอร์มได้ "กำหนด รักษา และบังคับใช้มาตรฐานความโปร่งใสของตลาดในระดับสูงสุด" พร้อมกล่าวว่าบริษัทมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในลักษณะ "เชิงรุก" เพื่อบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าว
เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทั้งโพลีมาร์เก็ตและคาลชิได้กำหนดกฎระเบียบใหม่เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาดกับการซื้อขายโดยอาศัยข้อมูลภายใน
ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่ภายใต้เขตอำนาจการกำกับดูแลของคณะกรรมการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์แห่งสหรัฐฯ (Commodity Futures Trading Commission หรือ CFTC)
แม้ว่าทาง CFTC จะไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอของบีบีซีเพื่อชี้แจงในประเด็นนี้ แต่ประธานของ CFTC ได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ว่า ทางหน่วยงานมีนโยบาย "ไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด" ต่อการฉ้อโกงและการใช้ข้อมูลภายในเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเปิดเผยว่า ทำเนียบขาวได้ส่งอีเมลเวียนภายในถึงเจ้าหน้าที่เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อเตือนไม่ให้นำข้อมูลวงในไปใช้เพื่อการเก็งกำไรในตลาดคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า
นายเดวิส อิงเกิล โฆษกทำเนียบขาว ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในเวลานั้นว่า "การกล่าวพาดพิงใด ๆ ที่ส่อให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าวโดยปราศจากหลักฐาน ถือเป็นการนำเสนอข่าวที่เลื่อนลอยและขาดความรับผิดชอบ"
พิสูจน์ได้ยาก
การซื้อขายหลักทรัพย์โดยอาศัยข้อมูลภายในถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ นับตั้งแต่มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ (Securities Act) ในปี 1933
กฎหมายดังกล่าวได้ถูกขยายขอบเขตให้ครอบคลุมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2012 ทว่าจนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีบุคคลใดถูกดำเนินคดีภายใต้ข้อกฎหมายฉบับนี้
ศาสตราจารย์พอล อูดิน (Paul Oudin) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกำกับดูแลทางการเงินจากสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจเอสเซค (ESSEC Business School) ให้ความเห็นว่า กฎระเบียบเหล่านี้ยากต่อการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
"หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินจะไม่ดำเนินการสั่งฟ้องคดี หากพวกเขาไม่สามารถสืบทราบได้ว่าใครคือแหล่งที่มาของข้อมูล" ศาสตราจารย์อูดินระบุ
ทั้งนี้ ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสหรัฐฯ แห่งใดที่บีบีซีได้ติดต่อไป ออกมายอมรับถึงการมีอยู่ของข้อกล่าวหาการซื้อขายโดยอาศัยข้อมูลภายในเหล่านี้เลย
"คุณอาจพบเห็นการซื้อขายปริมาณมหาศาลบนเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีบุคคลบางกลุ่มได้ล่วงรู้ข้อมูลวงในเกี่ยวกับสิ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะประกาศ"
ศาสตราจารย์อูดินกล่าวต่อว่า "แต่ถึงกระนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะไม่มีใครถูกดำเนินคดี" เขากล่าวทิ้งท้าย































