หนึ่งปีผ่านไป "ภาษีทรัมป์" เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกไปอย่างไรบ้าง

US President Donald Trump in a dark coat and red ties holds up a poster board outlining new reciprocal tariff rates on Liberation Day in the Rose Garden of the White House in Washington, DC, USA, 02 April 2025.

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/Rex/Shutterstock

    • Author, นาตาลี เชอร์แมน
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มสงครามการค้าเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว เขาให้คำมั่นว่าจะพาอเมริกาไปสู่ยุคใหม่ โดยประกาศว่าจะฟื้นฟูภาคการผลิต หารายได้ให้กับรัฐบาล และเปิดตลาดใหม่ ๆ

ผ่านไปแล้วหนึ่งปี อัตราภาษีศุลกากรในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบทศวรรษ โดยมีอัตราที่บังคับใช้อยู่เฉลี่ย 10% ขึ้นมาจากเดิมที่เคยอยู่ราว ๆ 2.5%

นี่คือ 4 ประเด็นที่การบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรของทรัมป์ได้เปลี่ยนแปลงการค้าโลก

1. สัมพันธ์แตกหักระหว่างสหรัฐฯ - จีนรุนแรงขึ้น

US President Donald Trump (L) and China's President Xi Jinping, noth in dark suits, size each other up with heads cocked, as they arrive for talks at the Gimhae Air Base, located next to the Gimhae International Airport in Busan on October 30, 2025.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

ทรัมป์สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้วในวันที่เรียกว่า "วันแห่งการปลดปล่อย" (Liberation Day) ซึ่งเขาประกาศอัตราภาษีขั้นต่ำ 10% สำหรับสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยมุ่งเป้าไปที่สินค้าจากบางประเทศ เช่น จีน ด้วยการกำหนดอัตราภาษีที่สูงขึ้นอย่างมาก

เมื่อจีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีศุลกากรคืน การโต้ตอบแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำให้อัตราภาษีศุลกากรพุ่งไปถึงตัวเลขสามหลัก และทำให้การค้าระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่หยุดชะงักลงเป็นเวลาสองสามสัปดาห์

ความตึงเครียดดังกล่าวผ่อนคลายลงในท้ายที่สุด โดยเมื่อช่วงสิ้นปี 2025 สินค้าจากจีนเผชิญอัตราภาษีศุลกากรหรือภาษีชายแดน ที่สูงกว่าเมื่อต้นปีอยู่ราว 20%

แต่การค้าขายระหว่างสองประเทศก็ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก

มูลค่าการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ลดลงราว 30% ในปีที่แล้ว ในขณะที่การขนส่งสินค้าจากสหรัฐฯ ไปยังจีนก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลงไปกว่า 25%

กระทั่งถึงช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สินค้าจากจีนมีสัดส่วนน้อยกว่า 10% ของการนำเข้าทั้งหมดของอเมริกา เทียบได้กับระดับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2000 และลดลงจากมากกว่า 20% ในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยแรก

การที่สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากเวียดนามและเม็กซิโกเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งสองเป็นประเทศที่บริษัทจีนได้เข้าไปเพิ่มการลงทุนนั้นบ่งชี้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังไม่ถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์

แต่ตัวเลขก็สะท้อนว่าการแยกตัวออกจากห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ในขณะที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในสมัยแรก ในวันนี้มันได้เกิดขึ้นจริงแล้ว เดวิน ชอร์ ศาสตราจารย์และประธานฝ่ายโลกาภิวัตน์แห่งวิทยาลัยธุรกิจทัค มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ กล่าว

เขาบอกว่าเมื่อพูดถึงการขนส่งสินค้าโดยตรงนั้น "มันรุนแรงมากและเด็ดขาดมาก"

ศาสตราจารย์ชอร์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วบ่งชี้ว่าบริษัทต่าง ๆ ได้ดำเนินการตามแผนการที่มีการวางไว้ระยะหนึ่งแล้ว และแม้ว่าสุดท้ายทรัมป์จะกลับไปใช้อัตราภาษีในระดับที่รุนแรงที่สุด แต่ก็บ่งชี้ว่าการยุติสายสัมพันธ์จะยังคงอยู่

"ผมไม่คิดว่าจะมีการกลับมาทำธุรกิจกันในแบบที่เคยทำตามปกติได้" เขาระบุ

2. พันธมิตรทางการค้ามองหาทางเลือกอื่น

Canadian Prime Minister Mark Carney walks up to President of China Xi Jinping at the Great Hall of the People in Beijing, China on Friday, Jan. 16, 2026. Both men have their hands outstretched in preparation for a shake.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, การขึ้นภาษีศุลกากรทำให้พันธมิตรทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างแคนาดา มองไปทางอื่นที่ไกลว่าสหรัฐฯ

การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ไปไกลเกินกว่าแค่การประกาศในวันแห่งการปลดปล่อย เพราะเขายังได้เพิ่มอัตราภาษีสำหรับสินค้าบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น เหล็ก ไม้ และรถยนต์ นอกจากนี้ยังเลิกใช้กฎระเบียบที่เคยอนุญาตให้การขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 บาท) เข้าประเทศ และยังกำหนดมาตรการอื่น ๆ อีกด้วย

แม้จะมีอัตราภาษีใหม่ แต่สถิติการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ กลับเพิ่มขึ้นกว่า 4% ในปีที่แล้ว ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นช้ากว่าในปี 2024 แต่ก็ไม่ได้สะท้อนว่าสหรัฐฯ จะมุ่งสู่การโดดเดี่ยวตัวเองออกจากประเทศอื่น

กระนั้น มาตรการภาษีก็ผลักให้หลายบริษัทในประเทศอื่น ๆ มองหาผู้ซื้อที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยผู้นำทางการเมืองหลายคนต่างแข่งขันกันกระชับความสัมพันธ์ทางค้ากับประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ

กรณีเช่นนี้ยังรวมถึงสหราชอาณาจักรซึ่งเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรที่ค่อนข้างต่ำเพียง 10%

แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของสินค้าจากสหราชอาณาจักรในปี 2025 แต่สัดส่วนการส่งออกไปยังอเมริกากลับลดลง ในขณะที่เยอรมนี ฝรั่งเศส และโปแลนด์ กลับมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

"บางคนอาจประหลาดใจ แต่การค้าโลกในภาพรวม... ถือว่าไปได้ค่อนข้างดี" จุน ดู ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแอสตันกล่าว แต่เธอก็เสริมว่า "มีการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ๆ มากมาย"

สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้บางประเทศยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจของสหรัฐฯ ให้สามารถขายสินค้าหรือผลผลิตในต่างประเทศได้ เช่น ภาคการเกษตร

แต่การผลักดันของทรัมป์ก็ทำให้พันธมิตรห่างเหินออกไปเช่นกันซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ขัดกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เช่นกรณีของแคนาดา ที่แม้ว่าในท้ายที่สุดทรัมป์จะยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าส่วนใหญ่โดยอ้างถึงสนธิสัญญาการค้าเสรีอเมริกาเหนือแล้วก็ตาม

แคนาดาเพิ่งตกลงที่จะลดอัตราภาษีศุลกากรกับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนหลายพันคัน จาก 100% เหลือประมาณ 6.1% เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นการหันหน้าออกจากสหรัฐฯ ไปหาจีนอย่างรวดเร็ว และเป็นสิ่งที่บริษัทรถยนต์ในอเมริกา ซึ่งครองตลาดแคนาดามาอย่างยาวนาน ไม่ปรารถนาอย่างยิ่ง

สิ่งที่กำลังเป็นสัญญาณเตือน "ไม่ใช่แค่เรื่องของระดับภาษี แต่เป็นเรื่องของลัทธิเอกภาคีนิยมอันหมายถึงการตัดสินใจโดยฝ่ายเดียวที่มีน้ำหนักมากกว่า" เปโตรส มาฟรอยดิส ศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยกฎหมายโคลัมเบีย ระบุ

3. ความตึงเครียดกับชาติพันธมิตรก่อตัวขึ้น

Demonstrators hold signs saying stop tariffs and roll back the tariffs, with Donald Trump's picture, during a protest against US President Donald Trump's 50% tariffs on India, in New Delhi India, on Saturday, Aug. 30, 2025

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ความตึงเครียดที่เกิดจากภาษีศุลกากร ได้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ

ความตึงเครียดที่เกิดจากภาษีศุลกากรลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ทางการค้าด้วย

ชาวแคนาดาเดินทางมาท่องเที่ยวในสหรัฐฯ ลดลง 20% ในปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.3 แสนล้านบาท) จากการประเมินของสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ

มาฟรอยดิสยังมองว่า การบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรดังกล่าวยังทำให้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการระดมการสนับสนุนเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ต้องเผชิญกับความซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่เรื่องสงครามในอิหร่าน ไปจนถึงการขยายระยะเวลาการห้ามเก็บภาษีศุลกากรสำหรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การสตรีมมิง ซึ่งบังคับใช้มาแล้ว 28 ปี

"คุณจะร้องขอพฤติกรรมร่วมมือร่วมใจได้อย่างไร ในเมื่อคุณทำลายพวกเขาแล้วในทางการค้า" เขากล่าว "คุณสูญเสียอำนาจอ่อน ( soft power) ของคุณ ซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ไปแล้ว ทั้งหมดนี้มันหายไปแล้วและคุณจะสร้างมันกลับมาอย่างไร"

แม้การตอบโต้ทางการค้าโดยตรงกับสหรัฐฯ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างจำกัด แต่ไมเคิล เพียร์ซ นักเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ดอีโคโนมิกส์ มองว่าไม่มีอะไรที่จะรับประกันว่าสถานการณ์นี้จะเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าท่าทีของทรัมป์ทำให้ประเทศอื่น ๆ หันไปสำรวจนโยบายปกป้องทางการค้าแก่ประเทศตัวเองมากขึ้น

"นั่นคือความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เราก็เริ่มได้เห็นการตอบโต้ในรูปแบบอื่น ๆ" เขากล่าว "นั่นคือวิธีที่ทำให้ความเสียหายจากสงครามการค้าขยายวงกว้าง"

4. ราคาสินค้าและบริการในสหรัฐฯ สูงขึ้น

A sailboat sails past a container ship at the Port of Oakland in Oakland, California, USA, 14 July 2025.

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock

อัตราภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บในวันแห่งการปลดปล่อยและสร้างความตื่นตระหนกนั้น ในที่สุดก็ปรับลดลงหลังทรัมป์ประกาศยกเว้นให้กับสินค้าจำนวนมาก และทำข้อตกลงกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับการเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า

ในขณะที่คำมั่นสัญญาครั้งใหญ่ที่เขาให้ไว้ก็ไม่เป็นไปตามนั้น

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของรัฐบาลโดยมูลนิธิภาษี (Tax Foundation) พบว่าภาคการผลิตหดตัวลงเสียเป็นส่วนใหญ่ในปีที่แล้ว ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐฯ ก็ลดลงเช่นกัน แม้จะมีการประกาศจากบางบริษัท เช่น บริษัทผู้ผลิตยาว่าจะเพิ่มการใช้จ่าย

และในเดือน ก.พ. ที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ สั่งยกเลิกอัตราภาษีที่ประกาศในวันแห่งการปลดปล่อย ทั้งยังตั้งคำถามถึงรายได้จากภาษีศุลกากรของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้นในปีที่แล้ว ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังจะต้องคืนเงินมากกว่าครึ่งของจำนวน 2.6 แสนล้านดอลลาร์ (กว่า 8.5 ล้านล้านบาท) ที่พวกเขาได้เก็บไป

ทำเนียบขาวระบุว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะเห็นผล โดยชี้ให้เห็นถึงคำมั่นสัญญาที่บริษัทและประเทศต่าง ๆ ระบุว่าจะมีการลงทุนขนาดใหญ่

แต่สำหรับตอนนี้ ผลกระทบหลักจากภาษีศุลกากรในสหรัฐฯ คือความตึงเครียดทางธุรกิจและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค

จากการประเมินของโกลด์แมน แซคส์ ในเดือน ต.ค. ราว 55% ของการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ถูกส่งต่อไปให้ผู้บริโภคต้องเป็นผู้รับภาระในปีที่แล้ว

เพียร์ซกล่าวว่านี่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นราว 0.5% ไปอยู่ที่ประมาณ 3% เมื่อเทียบกับอัตราที่ควรจะเป็นหากไม่เผชิญกำแพงภาษี

เมื่อเรื่องค่าครองชีพคือสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ปัญหานี้จึงทำให้การหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. ของพรรครีพับลิกัน เผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้น

แม้ภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและกิจกรรมทางธุรกิจ แต่เศรษฐกิจก็ยังเติบโต 2.1% ในขณะที่อัตราคนว่างงานในเดือน ธ.ค. คงที่อยู่ที่ 4.4%

"มันสร้างความวุ่นวายอย่างมาก แต่ผมคิดว่าก็ยังยากที่จะพูดได้ว่ามันส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญมาก ๆ ต่อเศรษฐกิจมหภาค" เพียร์ซระบุ

ทำเนียบขาวให้คำมั่นไว้ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยออกมาว่าพวกเขาจะฟื้นนโยบายภาษีขึ้นมาโดยใช้กฎหมายฉบับอื่น ซึ่งยังต้องรอดูว่าทรัมป์จะผลักดันเรื่องนี้มากแค่ไหนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

"ฉันไม่คิดว่ามันจะกลับไปถึงระดับที่มีการประกาศในวันแห่งการปลดปล่อยอีกแล้ว" เอริกา ยอร์ก รองประธานฝ่ายนโยบายภาษีของรัฐบาลกลางแห่งมูลนิธิภาษี กล่าว