ผู้ต้องสงสัยถูกสังหารหลังเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยนอกทำเนียบขาว

ที่มาของภาพ, EPA
หน่วยอารักขาความปลอดภัยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกยิง 1 ราย หลังก่อเหตุเปิดฉากยิงนอกทำเนียบขาว ซึ่งทราบในเวลาต่อมาว่าเป็นชายวัย 21 ปี มีประวัติเคยรักษาอาการป่วยทางจิต
แถลงการณ์ของหน่วยงานดังกล่าวระบุว่า เวลาประมาณ 18.00 น. ของวันเสาร์ (23 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเวลา 05.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ของไทย) ชายคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณถนนสายที่ 17 ตัดกับถนนเพนซิลเวเนีย ได้ชักอาวุธปืนออกมาจากกระเป๋าและเริ่มยิง
เจ้าหน้าที่ได้ยิงตอบโต้ ทำให้ผู้ต้องสงสัยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ระหว่างการยิงปะทะ มีผู้ที่อยู่ใกล้เคียงถูกยิงได้รับบาดเจ็บด้วย
ด้านเจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ โดยประธานาธิบดีอยู่ในทำเนียบขาวขณะเกิดเหตุ
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า เหตุการณ์นี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และจะมีการเปิดเผยเพิ่มเติมเมื่อมีข้อมูลพร้อม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียล (Truth Social) ขอบคุณหน่วยอารักขาความปลอดภัยประธานาธิบดี (Secret Service) สำหรับ "ปฏิบัติการที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพ" ในการจับกุมมือปืน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาเพียง 1 เดือนหลังจากมือปืนเปิดฉากยิงในงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวกลางโรงแรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 25 เม.ย.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
แหล่งข่าวจากหน่วยบังคับใช้กฎหมายแจ้งกับซีบีเอส นิวส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า มีการยิงปืนประมาณ 15-30 นัด และดูเหมือนว่าจะเป็นมือปืนเพียงคนเดียวที่เข้าใกล้เจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยของประธานาธิบดีและยิงใส่พวกเขาแต่ไม่สำเร็จ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงยิงตอบโต้
เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีหลายคนได้รับการตรวจร่างกาย ณ จุดเกิดเหตุ แต่ไม่มีใครจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
คาช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ (FBI) ระบุว่า ขณะนี้ FBI ได้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุแล้ว และกำลังสนับสนุนหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ในการรับมือกับเหตุยิงกันใกล้กับบริเวณทำเนียบขาว
เวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 06.00 น. ของไทย) มีการยกเลิกคำสั่งปิดล้อมทำเนียบขาว
ใครคือผู้ก่อเหตุ
ซีบีเอสรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยคือ นาซิเร เบสต์ วัย 21 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักของหน่วยอารักขาความปลอดภัยประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่แล้ว โดยเขาใช้ปืนลูกโม่ในการก่อเหตุ
แหล่งข่าวบอกกับซีบีเอสว่า เบสต์เคยถูกจับกุมในเดือน ก.ค. 2025 หลังจากพยายามบุกเข้าไปในทำเนียบขาว และถูกส่งตัวไปรักษาในแผนกจิตเวชเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต และอาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มาเป็นเวลาสิบแปดเดือนแล้ว
อย่างไรก็ตาม เราไม่ทราบแรงจูงใจของเบสต์ในการเปิดฉากยิงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และยังไม่ทราบข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับผู้อยู่ใกล้เคียงที่ถูกยิงว่าถูกยิงจากเบสต์หรือจากหน่วยรักษาความปลอดภัยกันแน่
จังหวะที่ผู้สื่อข่าว ABC ได้ยินเสียงปืน
ผู้สื่อข่าวหลายคนที่อยู่ในทำเนียบขาวรายงานว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 20 นัด จากนั้นเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยรีบนำพวกเขาเข้าไปยังห้องแถลงข่าวภายในตัวอาคาร และทำเนียบขาวถูกปิดกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปด้านใน
ภาพถ่ายภายในอาคารแสดงให้เห็นนักข่าวจำนวนมากยืนเบียดเสียดกันอยู่บริเวณหน้าต่าง เพื่อพยายามบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะเกิดเหตุ เซลินา หวัง ผู้สื่อข่าวของเอบีซี นิวส์ (ABC News) กำลังรายงานข่าวจากสนามหญ้าด้านเหนือของทำเนียบขาว เมื่อเสียงปืนดังขึ้นรอบตัวเธอ เธอรีบก้มตัวลงหาที่กำบัง
ต่อมาเธอได้เผยแพร่วิดีโอในช่วงที่เกิดเหตุนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมระบุว่า "มันฟังดูเหมือนเสียงปืนหลายสิบนัด" และ "เราได้รับคำสั่งให้วิ่งไปที่ห้องแถลงข่าว" เนื่องจากทำเนียบขาวถูกปิดล้อม
แอรอน นาวาร์โร ผู้สื่อข่าวของซีบีเอส นิวส์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เขาอยู่บนสนามหญ้าด้านเหนือเมื่อได้ยินเสียงปืน "บางช่วงฟังดูเหมือนมาจากปืนหลายกระบอกที่อยู่นอกบริเวณสนาม"
เขากล่าวว่า "ทันทีที่เราได้ยินเสียงนั้น เราก็ก้มตัวลง และผมเห็นนักข่าวคนอื่น ๆ เริ่มวิ่ง และไม่นานคุณก็ได้ยินเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยประธานาธิบดีบอกว่าเข้าไปข้างใน ๆ"
เขาเล่าต่อไปว่า เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว ผู้สื่อข่าวถูกกักตัวอยู่ในห้องแถลงข่าวประมาณ 30 นาที เมื่อออกมาข้างนอก ก็เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี และหลังจากนั้นไม่นาน ก็เห็นภาพรถพยาบาล
นาวาร์โรกล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์อยู่ตรงจุดใดภายในทำเนียบขาวขณะเกิดเหตุ และ "ไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินเสียงปืนหรือไม่ เพราะอยู่ห่างออกไปพอสมควร"
เขาบอกว่า เหตุการณ์ยิงกันเกิดขึ้นในย่านพลุกพล่านที่ไปด้วยผู้คน มีร้านกาแฟและร้านอาหาร แต่ก็ไม่ได้พลุกพล่านเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเป็นช่วงหลังเลิกงานและเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์
"โดยทั่วไปแล้ว สถานการณ์ด้านความปลอดภัยและประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างแน่นอน" นาวาร์โรกล่าว
































