จากยกฟ้องสู่จำคุก: เส้นทาง 4 ปีคดี ม.112 ของ "ทิวากร วิถีตน" และชะตากรรมผู้ต้องหาคดี ม.112 นับร้อย ท่ามกลาง "เงื่อนไขที่ไม่เอื้อ"

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

นายทิวากร วิถีตน อดีตวิศกรและเกษตรกรชาวขอนแก่น วัย 50 ปี เพิ่งถูกศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 6 ปี ในคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีโพสต์รูปใส่เสื้อระบุข้อความที่ศาลชี้ว่าดูหมิ่นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน

คำพิพากษาดังกล่าวออกมาเมื่อวานนี้ (7 พ.ค.) โดยทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตว่าทั้งนายทิวากรและทนายความไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าว่ามีนัดฟังคำพิพากษาดังกล่าว และนายทิวากรเข้าใจว่าตนเองถูกเบิกตัวออกมาจากสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นจากกรณีขอยื่นประกันตัว เพราะเพิ่งยื่นประกันตัวระหว่างฎีกาครั้งที่ 14 ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา

เมื่อมาถึงห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลสอบถามนายทิวากรว่าต้องการให้มีทนายความเข้าร่วมรับฟังการพิพากษาหรือไม่ เมื่อเขาแจ้งว่าต้องการให้มีทนายความอยู่ด้วย จึงมีการติดต่อทนายความกะทันหัน และผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำพิพากษาในเวลาประมาณ 10.30 น.

น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บอกกับบีบีซีไทยว่าในทางปฏิบัติแล้วถือว่าศาลสามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากศาลถือว่าตัวจำเลยอยู่ระหว่างการควบคุมตัวและอยู่ในอำนาจของศาลอยู่แล้ว จึงสามารถดึงตัวนายทิวากรจากที่คุมขังมาฟังคำพิพากษาได้ทันที

เงื่อนไขทางกฎหมายระบุว่าการพิจารณาคดีและการอ่านคำพิพากษานั้น จะต้องทำต่อหน้าจำเลยและโดยเปิดเผย ซึ่งในกรณีนี้ น.ส.พูนสุขเห็นว่าตัวจำเลยอยู่ต่อหน้าศาลจริงตามเงื่อนไข แต่ "แปลก ๆ" ในแง่ความเปิดเผยและเชิงมนุษยธรรม เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้ญาติหรือบุคคลอื่น ๆ ที่จำเลยไว้วางใจอยู่ร่วมในกระบวนการนี้ด้วย

4 ปี เส้นทางคดีของนายทิวากร

นายทิวากรนั้นเคยเป็นผู้ร่วมชุมนุมเสื้อแดงในเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงปี 2552-2553 จากนั้นยุติกิจกรรมทางการเมืองแล้วผันตัวมาอยู่บ้านที่ขอนแก่น

เขาเริ่มสวมเสื้อยืดที่มีข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์หลังเกิดกรณี "อุ้มหาย" นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยในกัมพูชา โดยเขามักสวมใส่เสื้อที่มีข้อความดังกล่าวในพื้นที่ชุมชน และโพสต์ภาพพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว

ในปี 2563 เขายังเคยถูกเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) นำตัวส่งโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

เขาถูกดำเนินคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จาก 3 โพสต์ในเฟซบุ๊กที่เผยแพร่ในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งมีการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" โดยเนื้อหาที่เขาโพสต์นั้นเป็นภาพใส่เสื้อยืดสีขาว มีตัวหนังสือสีแดง ระบุข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งรูปนี้ยังถูกใช้เป็นรูปโปรไฟล์บนเฟซบุ๊กของเขาจนถึงปัจจุบัน

อีกสองโพสต์เป็นข้อความเกี่ยวกับการเรียกร้องให้ระงับการใช้ ม.112 และโพสต์เรียกร้องให้ปล่อยแกนนำกลุ่มราษฎรทั้ง 4 คน

ในเดือน ก.ย. ปี 2565 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องนายทิวากรทุกข้อหา โดยระบุว่าข้อความที่จำเลยโพสต์นั้นกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ในฐานะองค์กร ไม่ได้ระบุถึงพระมหากษัตริย์องค์ใดเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ คำว่า "สถาบันกษัตริย์" ก็ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตาม ม.112 และให้คืนเสื้อยืดของกลางแก่จำเลย

จากนั้น พนักงานอัยการขอนแก่นซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าทั้ง 3 โพสต์มีความผิด เนื่องจากกล่าวมุ่งถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน และมีลักษณะลดคุณค่า ใส่ความ อันเป็นการดูหมิ่นหมิ่นประมาท

ก่อนหน้านี้ นายทิวากรเคยโพสต์เฟซบุ๊กว่า "ผมคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคดี ม.112 ของผมในชั้นอุทธรณ์ ศาลจะตัดสินให้ผมมีความผิด โดยผมจะมีโทษจำคุก แม้ว่าในศาลชั้นต้นผมจะได้รับการยกฟ้องก็ตาม ซึ่งผมได้ตัดสินใจและแจ้งทนายไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผมจะไม่ขอประกันตัว แต่ก็จะมีการต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป"

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวระบุว่า ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายทิวากรระหว่างสู้คดีในชั้นฎีกาเรื่อยมา แม้ยื่นขอประกันตัวไปแล้ว 14 ครั้ง ส่งผลให้เขาถูกถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาแล้วอย่างน้อย 632 วัน หรือ 1 ปี 8 เดือน 22 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 พ.ค.)

น.ส.พูนสุข บอกว่าเมื่อเข้าสู่ชั้นฎีกา ทางฝั่งนายทิวากรและทนายความพยายามโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใน 3 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรก คือการตีความคำว่า "สถาบันกษัตริย์" ไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตาม ม.112 เนื่องจากกฎหมาย ม.112 ระบุความคุ้มครองเฉพาะ 4 ตำแหน่งเท่านั้น ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้นการกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ในภาพรวมในฐานะองค์กร จึงไม่ควรถูกนับว่าเข้าองค์ประกอบความผิด

เธอกล่าวต่อว่า ประเด็นที่สองที่ทางจำเลยโต้แย้งคือ ในเมื่อการกล่าวถึง "สถาบันกษัตริย์" ไม่ใช่องค์ประกอบความผิด จึงจำเป็นต้องตีความเรื่องนี้ตามที่องค์ประกอบความผิดที่กฎหมายระบุไว้อย่างเคร่งครัด เนื่องจาก ม.112 เป็นกฎหมายอาญาซึ่งมีโทษจำคุกที่ให้โทษกับจำเลย และเมื่อพิจารณาจากโพสต์อื่น ๆ ของนายทิวากรที่ไม่ได้อยู่ในคำฟ้อง เห็นได้ว่าหากเมื่อใดที่เขาจะระบุถึงรัชกาลที่ 10 เจ้าตัวก็จะระบุอย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้นการที่นายทิวากรใช้คำว่า "สถาบันกษัตริย์" จึงไม่ใช่กลวิธีหลีกเลี่ยงการระบุชื่อบุคคล

ประเด็นสุดท้ายคือ นายทิวากรขอต่อสู้ว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

"แต่แล้วศาล [ฎีกา] ก็ตีความว่าคำว่า 'สถาบันกษัตริย์' หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจึงเข้าข่ายองค์ประกอบความผิด ประการที่สอง ศาลมองว่าข้อความนั้นเป็นการใส่ความ ซึ่งนั่นหมายความว่าเป็นการหมิ่นประมาท" น.ส.พุนสุข กล่าว

คำพิพากษาศาลฎีการะบุ 3 โพสต์ของนายทิวากร มุ่งถึงรัชกาลที่ 10 ใส่ความและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ ได้แก่ นายพรชัย พุ่มกำพล, นายทินกร ก่อเพียรเจริญ และนายอำนาจ เย็นยิ่ง

เนื้อหาส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุว่า การลงรูปภาพและข้อความทั้ง 3 โพสต์ ทางจำเลยฎีกาว่าไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน แต่เป็นการกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ที่มีองค์ประกอบด้วยบุคคลมากมาย แต่ศาลเห็นว่าความหมายคำว่า "สถาบันกษัตริย์" นั้น หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน อดีตพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งเป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศสถาบันกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นความหมายตามการเบิกความของ ผศ.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ทั้งนี้ จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่าคำว่า "สถาบันกษัตริย์" ที่จำเลยพูดถึงนั้นหมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์องค์ปัจจุบัน องคมนตรี ประธานองคมนตรี ราชเลขานุการ ราชองครักษ์ระดับสูง ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากรูปและโพสต์ต่าง ๆ ของจำเลย "ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าคำว่า 'สถาบันกษัตริย์' ที่จำเลยลงรูปภาพ ข้อความหรือโพสต์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10"

ส่วนข้อความบนเสื้อยืดของนายทิวากรนั้น ศาลเห็นว่าข้อความดังกล่าว "ทำให้พสกนิกรของพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อความ เชื่อหรือเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยประพฤติปฏิบัติไม่ดี จนทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียและพสกนิกรเสื่อมศรัทธา และทำให้บุคคลทั่วไปมีความรู้สึกต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ในทางที่ไม่ดี"

นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่าข้อความเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ระงับใช้ ม. 112 และปล่อยแกนนำกลุ่มราษฎรทั้ง 4 คนนั้น เป็นการใส่ความเท็จว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสั่งการดังกล่าวได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ใช้หรือระงับการใช้กฎหมายอาญา ม.112 และไม่มีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีใด ๆ ได้

"การลงรูปภาพและข้อความหรือโพสต์ของจำเลยตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และเสื่อมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3)" คำพิพากษาศาลฎีกา ระบุ และมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้นายทิวากรถูกจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาให้ริบเสื้อของกลางทั้ง 3 ตัวด้วย

ทั้งนี้ นายทิวากรต้องถูกคุมขังอีก 4 ปีกว่า เนื่องจากเขาถูกคุมขังที่ทัณสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาเกือบ 2 ปีแล้ว

ชะตากรรมผู้ต้องหาคดี ม.112 นับร้อยท่ามกลาง "เงื่อนไขที่ไม่เอื้อ"

น.ส.พูนสุข ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ข้อมูลว่านับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 แล้ว 291 คน จากทั้งหมด 321 คดี โดยจำนวนนี้มีคำพิพากษาไปแล้ว 216 คดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคดีถึงที่สิ้นสุดทั้งหมด เพราะอาจอยู่ในศาลชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็เป็นได้ ทำให้มีอีกเกือบ 100 คดีที่ยังไม่มีคำพิพากษา

เธอกล่าวต่อว่าในจำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมือง 63 คน ในตอนนี้มีผู้ต้องขังคดี ม.112 จำนวน 35 คน แต่ถ้าหากนับรวม "คดีขัดขวางขบวนเสด็จ" ซึ่งมี 5 คนถูกตั้งข้อหาละเมิด ม.110 ว่าด้วยการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชาชินีหรือรัชทายาท ก็จะทำให้มีผู้ถูกคุมขังในคดีที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ทั้งหมด 40 คน

สำหรับแนวโน้มคำพิพากษาของคดี ม.112 นั้น เธอพบว่าส่วนใหญ่มักมีการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้จำเลยถูกลงโทษในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา และปัจจุบันกลุ่มผู้ต้องขังเหล่านี้ยังมีแนวโน้มไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในช่วงอุทธรณ์และฎีกา รวมถึงเข้าถึงไม่ถึงสิทธิพักโทษเหมือนกับนักโทษคดีอื่น ๆ

น.ส.พูนสุข ยังกล่าวด้วยว่า อีกแนวโน้มหนึ่งที่น่ากังวลคือการเผชิญการตีความแบบขยายความ ซึ่งในหลาย ๆ คดีเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นตีความอย่างตรงไปตรงมาว่าการกล่าวถึงคำว่า "สถาบันกษัตริย์" ไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิด ม.112 เพราะไม่ได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ศาลอุทธรณ์และฎีกากลับตีความขยายความครอบคลุมถึงองค์ประกอบดังกล่าว

"พิจารณาง่าย ๆ สมมติเราพูดว่าสถาบันตุลาการ มันคือการกล่าวในเชิงระบบโดยรวมว่าเป็นปัญหาของสถาบันตุลาการ แต่เราไม่ได้พุ่งเป้าหรือเฉพาะเจาะจงไปที่ประธานศาลฎีกาเท่านั้น" เธอกล่าว

ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้นำร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ... กลับมาพิจารณาต่อจากร่างเดิมในชั้นวุฒิสภา (สว.) แต่ น.ส.พูนสุขประเมินว่าผู้ต้องหาคดี ม.112 และ ม.110 จะไม่ถูกนับรวมเข้าไปในร่างกฎหมายดังกล่าว ทำให้พวกเขาไม่น่ามีโอกาสได้รับการนิรโทษกรรม และผู้มีแนวโน้มได้รับการนิรโทษกรรมทางการเมืองน่าจะเป็นผู้อยู่นอกคุกมากว่าผู้ที่ถูกจองจำในเรือนจำ

"แปลว่าคดีนี้มันยังอยู่ในอำนาจรัฐที่จะจัดการควบคุมโดยไม่ผ่อนคลายนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน" น.ส.พูนสุข กล่าว และเสริมว่า "ถ้าดูปัจจัยทางการเมืองในตอนนี้ มันไม่ได้เอื้อเท่าไร แต่ความหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคตยังมีอยู่เสมอ"

เธอบอกว่าแม้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับปัจจุบันมีแนวโน้มสูงว่าจะไม่รวมคดี ม.112 และ ม.110 เข้าไปด้วย แต่ยังมีโอกาสเสนอร่างกฎหมายชุดใหม่ที่ครอบคลุมถึงคดีเหล่านี้ ซึ่งหากเสนอไม่ผ่านในรัฐบาลนี้ ก็ยังเสนอใหม่ได้ในรัฐบาลหน้า

แม้ตามสถิติแล้ว นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมายังไม่เคยมีนักโทษคดี ม.112 รายใดได้รับการอภัยโทษ แต่หนทางนี้ก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางตามกฎหมายที่มีอยู่ ขณะเดียวกันการแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 ยังมีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องขังสามารถขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่หรือได้รับการปล่อยตัวทันทีหากกฎหมายเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า

"แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้เมื่อไร สังคมจะเห็นด้วยขนาดไหน คิดว่ามันยังคงถกเถียงกันได้อยู่พอสมควร และคิดว่าก็คงจะถกเถียงกันไปอีกหลายปี" น.ส.พูนสุข กล่าวกับบีบีซีไทย

เดือน มี.ค. ปีที่แล้ว สภายุโรปเคยมีมติประณามการใช้ ม.112 ของไทยต่อเยาวชน นักการเมือง และนักกิจกรรมทางการเมือง ขณะที่องค์กรด้านสิทธิมนุษชนต่าง ๆ ระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมือง