มิตรภาพหรือเพื่ออำนาจต่อรอง: ทำไมสี จิ้นผิง ไปเยือนเกาหลีเหนือ ?

(L-R) Russia's President Vladimir Putin walks with China's President Xi Jinping and North Korea's leader Kim Jong Un

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สี จิ้นผิง และคิม จอง-อึน พบกันล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย. ปีที่ผ่านมา ในพิธีสวนสนามทางทหาร ณ กรุงปักกิ่ง
    • Author, ลอรา บิกเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

สำหรับผู้นำจีน สี จิ้นผิง เกาหลีเหนือมีสถานะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็ไม่อาจสูญเสียไปได้เช่นกัน

ทั้งสองฝ่ายมักอธิบายความสัมพันธ์ของกันและกันว่าเป็น "สายสัมพันธ์ที่หลอมรวมจากเลือด" ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกลับไปยังสงครามเกาหลี

ทว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความคลางแคลงใจได้บั่นทอนสายสัมพันธ์นี้ให้ถดถอยลง และตอนนี้ปักกิ่งก็กำลังพยายามกอบกู้อิทธิพลที่เคยมีเหนือพันธมิตรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ก็คาดเดาได้ยากยิ่งเช่นเดียวกัน ให้กลับคืนมาอีกครั้ง

จีนต้องการให้พื้นที่ชายแดนมีความเสถียรภาพและต้องการมีอิทธิพลต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่จีนไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับวิกฤตที่เกิดจากความทะเยอทะยานด้านอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ดังนั้น การไปเยือนของสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้จึงน่าจะเป็นเรื่องของการสร้างอำนาจต่อรอง มากกว่าเรื่องของมิตรภาพ

ฝั่งเกาหลีใต้เชื่อว่าสี จิ้นผิง อาจพยายามวางตำแหน่งของจีนให้เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ แต่รัฐบาลจีนก็อาจมีแรงจูงใจอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่

แหล่งข่าวทางการทูตตะวันตกบอกกับบีบีซีว่า จีนเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย

หลังจากพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สี จิ้นผิงอาจต้องการทำให้แน่ใจว่าตัวเองยังคงสามารถควบคุมผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน เอาไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่จีนกำลังขยายบทบาทของตัวเองบนเวทีโลก

ฟื้นความสัมพันธ์ที่เคยตึงเครียด

ความสัมพันธ์ที่เย็นชาลงระหว่างปักกิ่งและเปียงยางนั้นเห็นได้ชัดเจน แม้จะเป็นไปแบบไม่โฉ่งฉ่าง

ทั้งสองฝ่ายแทบไม่ได้เฉลิมฉลองวันครบรอบ 75 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในเดือน ต.ค. 2024 ขณะที่การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

เอกอัครราชทูตจีนไม่ได้เข้าร่วมพิธีฉลองวันก่อตั้งประเทศของเกาหลีเหนือเมื่อเดือนที่แล้ว อีกทั้งตลอดทั้งปีทีผ่านมาก็ไม่มีการแลกเปลี่ยนในระดับผู้นำอาวุโสแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเปียงยางกับมอสโก

ความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นกับรัสเซียนั้นได้สร้างความไม่สบายใจให้กับปักกิ่ง

หลังจากรัสเซียบุกยูเครน เกาหลีเหนือได้ขยายความร่วมมือทางทหารกับวลาดิเมียร์ ปูติน จนถึงขั้นลงนามสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันในระหว่างการเยือนกรุงเปียงยางของปูตินในปี 2024

จากการสืบสวนของบีบีซีพบว่ามีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในการรบเพื่อรัสเซียที่ต่อสู้กับยูเครนแล้วประมาณ 2,300 นาย

นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่าส่งกระสุนให้รัสเซียไปใช้ในสงคราม เพื่อแลกกับน้ำมันและความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สร้างความวิตกกังวลให้กับทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตร และยังทำให้จีนถึงขั้นกระสับกระส่ายอยู่เงียบ ๆ

"จีนต้องการทำให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ของตนที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือได้รับการปกป้อง ในช่วงเวลาที่มอสโกและเปียงยางกำลังเข้าหากันอย่างรวดเร็ว" อังกิต ปันดา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนิวเคลียร์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าว

Pedestrians walk past a mural (L) that reads "For the safety and endless future of our nation", as a building adorned with the slogan "Long live the great people-first politics" is seen in the background in Pyongyang on May 8, 2026.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เกาหลีเหนือพึ่งพาจีนและรัสเซียอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาถูกตัดการเชื่อมต่อกับโลก

จีนมีสนธิสัญญาป้องกันอย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียว และนั่นคือสนธิสัญญากับเกาหลีเหนือ

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนจึงไม่น่าจะยินดีกับสถานการณ์ที่รัสเซียเข้ามาเป็นผู้มีอิทธิพลหลักเหนือรัฐบาลเกาหลีเหนือ เพราะการที่ คิม จอง-อึน มั่นใจในตัวเองมากขึ้นและพึ่งพาจีนน้อยลง ย่อมหมายถึงอำนาจต่อรองของจีนที่ลดน้อยลงตามไปด้วย

รัฐบาลกรุงปักกิ่งตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการพยายามกลับมาเริ่มความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้ง

เมื่อปลายปีที่แล้ว สี จิ้นผิง เชิญผู้นำเกาหลีเหนือมาร่วมชมพิธีสวนสนามทางทหารในกรุงปักกิ่ง โดยให้เขายืนเด่นอยู่เคียงข้างพร้อมกับปูติน

ครั้งนั้นนับเป็นการประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 6 ปี สี จิ้นผิง ยังยกย่องทั้งสองว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี และสหายที่ดีที่ผูกพันกันด้วยชะตากรรมร่วม" และเรียกร้องให้มีการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตคือในแถลงการณ์ต่อสาธารณะไม่มีการกล่าวถึงคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือแม้แต่คำเดียว

ลี ซองฮยอน นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า รัฐบาลจีน "รู้สึกผสมปนเป" กันมาระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียที่เติบโตขึ้น

ในทางหนึ่ง ความสัมพันธ์ดังกล่าว "ทำให้วอชิงตันวอกแวกและทำให้ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจีนในทางอ้อม" ลี กล่าว

แต่เขาเสริมว่า การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนืออาจจุดชนวนให้สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตอบโต้ด้วยความร่วมมือทางทหารสามฝ่ายในชนิดที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะสร้างความกังวลให้กับปักกิ่ง

นั่นคือเหตุผลที่จีนไม่สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างเปิดเผย เพราะจะยิ่งดึงสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคและกระชับพันธมิตรในพื้นที่นี้ให้แน่นแฟ้นขึ้น

ทว่าจีนก็ไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน ในปี 2022 จีนและรัสเซียใช้สิทธิ์ยับยั้งมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจากการทดสอบขีปนาวุธ

หากจีนใช้จุดยืนที่แข็งกร้าวต่อโครงการนิวเคลียร์ของเปียงยาง "สิ่งนี้จะยิ่งผลักดันเกาหลีเหนือเข้าไปในอ้อมแขนของปูตินมากขึ้น" วิกเตอร์ ชา ประธานแผนกนโยบายต่างประเทศของศูนย์การศึกษาด้านยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ กล่าว

พันธมิตรปฏิบัตินิยม

อย่างไรก็ดี คิม จอง-อึน ก็ไม่สามารถตีตัวออกห่างจากแหล่งทรัพยากรความช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุดของเขาไปได้เช่นกัน

เมื่อปีที่แล้ว การส่งออกของจีนไปยังเกาหลีเหนือพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 6 ปี และรถไฟโดยสารระหว่างปักกิ่งกับเปียงยางได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้ หลังหยุดชะงักไปนาน 6 ปี

นักวิเคราะห์ระบุว่านี่เป็นความพยายามที่คำนวณมาอย่างดีของรัฐบาลจีนเพื่อดึงเปียงยางกลับเข้ามาในวงโคจรของตน

สำหรับคิม มันคือทางเลือกแบบปฏิบัตินิยม (pragmatic choice) หากสงครามในยูเครนสิ้นสุดลง ความต้องการการสนับสนุนจากเกาหลีเหนือของรัสเซียก็อาจลดลง ขณะที่ สี จิ้นผิง ยังคงต้อนรับผู้นำโลกมาเยือนปักกิ่งอยู่อย่างต่อเนื่องต่างจากปูตินที่ถูกโดดเดี่ยว

ดังนั้นคิมจึงต้องมั่นใจว่าเขาจะไม่ถูกทิ้งให้ต้องพึ่งพาพันธมิตรที่กำลังอ่อนแอลง

North Korean leader Kim Jong Un (C) and his daughter Ju Ae (L) responding to citizens

ที่มาของภาพ, Getty via KCNA

คำบรรยายภาพ, คิม จอง-อึน มักปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชนร่วมกับลูกสาว คิม จู-แอ โดยผู้สังเกตการณ์จำนวนหนึ่งมองว่าเธออาจขึ้นมาสืบทอดอำนาจในอนาคต

อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์นี้มีปัญหาตั้งแต่เริ่มแล้ว

คิม จอง-อึน สืบทอดอำนาจโดยมีเรื่องที่เขาลำดับความสำคัญแตกต่างไปจากบิดา ขณะที่คิม จอง-อิล เดินทางเยือนจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและพึ่งพาการสนับสนุนของปักกิ่ง แต่ลูกชายกลับเร่งขยายโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างรวดเร็ว

ในช่วง 6 ปีแรกของการครองอำนาจ คิมกำกับดูแลการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลประมาณ 90 ครั้งและการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ 4 ครั้ง ซึ่งมากกว่าการทดสอบในยุคของบิดาและปู่ของเขารวมกัน

สิ่งนี้สร้างความวิตกให้กับจีน และการประหารชีวิตจาง ซองแทก ลุงของคิมซึ่งจีนมองว่าเป็นบุคคลที่ช่วยรักษาเสถียรภาพ ยิ่งทำให้รอยร้าวลึกขึ้นไปอีก

สี จิ้นผิงตอบโต้ด้วยการส่งสัญญาณทางการทูตที่หาได้ยากเพื่อแสดงความไม่พอใจ เขาเดินทางเยือนเกาหลีใต้ในปี 2014 ก่อนที่จะได้พบกับคิมเป็นครั้งแรกเสียอีก นี่เป็นท่าทีที่ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการดูถูก

เกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการเรียกจีนว่า "คนทรยศและศัตรูของเรา"

จนกระทั่งเมื่อปี 2018 นี้เอง ที่มาตรการคว่ำบาตรเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เริ่มส่งผลกระทบอย่างเจ็บปวด คิม จอง-อึน จึงเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกดังที่ทราบกัน

เขาขึ้นรถไฟหุ้มเกราะและมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง การพบกันครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง

คิมได้พบกับผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา แต่ทุกครั้งล้วนเกิดขึ้นหลังจากการปรึกษาหารือกับจีนก่อนเสมอ สารที่ส่งออกมานั้นชัดเจน คือเปียงยางจะไม่เจรจาโดยปราศจากการสนับสนุนของปักกิ่ง

ปัจจุบันเกาหลีเหนือทำหน้าที่เป็นทั้งกันชนและภาระของจีนในเวลาเดียวกัน พวกเขาช่วยยันกองกำลังสหรัฐฯ ไม่ให้เข้ามาใกล้จนเกินไป แต่การทดสอบอาวุธก็ทำให้ภูมิภาคไร้เสถียรภาพ

ไม่มีฝ่ายใดไว้วางใจอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ แต่ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อว่าตนต้องการอีกฝ่าย และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้การเจรจายังคงดำเนินต่อไป

รายงานเพิ่มเติมโดย เคลลี อึง