วิเคราะห์: 3 โจทย์ที่ท้าทายพรรคประชาชนในการสู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่า ฯ กทม. และ ส.ก. รอบนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, ปวีณา นิลบุตร
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของพรรคการเมืองแนวปฏิรูปอย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) ว่าจะสามารถเปลี่ยนคะแนนความนิยมในระดับชาติมาเป็นคะแนนสนับสนุนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นได้หรือไม่
ขณะที่การเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม. กำลังจะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ค.) หลายพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และผู้สมัครอิสระต่างทยอยเปิดตัว รวมถึงแนวนโยบายเพื่อใช้ในการรณรงค์ในการเลือกตั้ง หลายฝ่ายรวมถึงผลการสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักระบุตรงกันว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าคนก่อนที่เพิ่งลงจากเก้าอี้หมาด ๆ ยังถือเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งและประกาศว่าจะลงขับเคี่ยวในสนามนี้อีกครั้ง
ส่วนโจทย์สำคัญของพรรคการเมืองที่ถูกเรียกว่า "พรรคสีส้ม" ตามมุมมองของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การเมืองที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วย ต่างมองว่า พรรคประชาชนยังต้องพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง ในขณะที่ดูเหมือนช่วงเวลาในการเตรียมตัวลงสนามอาจจะไม่เพียงพอ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า แม้จะผ่านสนามการเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงเคยครองเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 แต่ก็ยังไม่มีโอกาสมีอำนาจในการบริหารประเทศ
ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในแง่การส่งตัวแทนเป็นผู้บริหารเมืองที่ผู้คนทั่วไปเรียกว่า "นายกฯ น้อยของคน กทม."
นี่คือ 3 ประเด็นที่สะท้อนถึงความท้าทายสำหรับพรรคประชาชนในการลงสนามเลือกตั้งในรอบนี้
ชัยชนะของผู้ว่าฯ กทม. มักไม่เป็นไปตามกระแสระดับชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 แคนดิเดตผู้ว่าฯ จากพรรคก้าวไกล (กก.) อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้คะแนนเสียงสนับสนุนเพียง 253,851 เสียง รั้งตำแหน่งอันดับที่ 3 ตามหลังผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่าง สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อย่างสูสี ด้วยคะแนน 254,647 เสียง
ส่วนชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ คว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ด้วยคะแนน 1,386,215 เสียง ถือว่าสร้างสถิติได้รับคะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนั้น มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2,673,696 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4,402,948 คน หรือคิดเป็น 60.73% และมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก. จำนวน 2,635,283 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4,357,098 คน หรือคิดเป็น 60.48%
ในส่วนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) สามารถคว้าที่นั่งไปได้มากที่สุด 20 ที่นั่ง จากทั้งหมด 50 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคก้าวไกล 14 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ 10 ที่นั่ง
เมื่อพิจารณาผลการเลือกตั้งทั่วไปในปีถัดมา โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ กลับพบว่า พรรคก้าวไกลกลับสามารถกวาดที่นั่ง สส. แบบแบ่งเขตในกรุงเทพฯ แบบแลนด์สไลด์ไปได้ 32 เขตจากทั้งหมด 33 เขต ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า พาหนะทางอุดมการณ์ของพรรคสีส้มรุ่นที่ 3 อย่างพรรคประชาชนจะสามารถขยายฐานผู้สนับสนุนให้สอดคล้องกับภาพการเมืองระดับชาติในเขตกรุงเทพฯ ได้หรือไม่
ทว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ผลสำรวจความคิดเห็นจากสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,179 คน ระหว่างวันที่ 19-22 พ.ค. พบว่า ผู้มีสิทธิ์กว่า 52.6% เตรียมเลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กลับเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ อีกสมัย และแคนดิเดตจากพรรคประชาชนอย่าง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ "ดร.โจ" ตามห่างมาเป็นอันดับสองด้วยคะแนนที่ 17.9%
อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมทำผลสำรวจ 35.2% เตรียมจะเลือก ส.ก. จากพรรค ปชน. เข้าสภาฯ กทม. และพร้อมเลือกผู้สมัครจากพรรคอิสระ 26.5%
เมธิส โลหเตปานนท์ นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และอดีตนักวิจัยทีมนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกกับบีบีซีไทยว่า การเลือกตั้งสภากรุงเทพฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มักไม่เป็นไปตามกระแสระดับชาติ
"น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งสภากรุงเทพมหานครไม่ได้เป็นไปตามกระแสระดับชาติเสมอไป…แม้แต่การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครปี 2022 ก็ยังไม่สะท้อนผลการเลือกตั้งปี 2023 มากนัก นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้สึกโดยทั่วไปที่หันเหออกจากผู้สมัครฝ่ายอนุรักษนิยมในเวลานั้น" เขาบอก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้าน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า ชัยชนะผู้ว่าฯ กทม. ต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างมาก และการเปิดตัวผู้สมัครของพรรคประชาชนก็ดูจะขาดความพร้อม
"เวลาที่เขาอยากจะชนะเป็นผู้ว่าฯ กันจริง ๆ จัง ๆ มันต้องเปิดตัวล่วงหน้ากันเป็นปี เราดูอาจารย์ชัชชาติสมัยแรกก็ได้ เขาไม่ได้เพิ่งมาอยู่ ๆ สามเดือนจะเลือกตั้งแล้วมาบอกว่าอยากลง เขาเปิดตัวล่วงหน้ามาเป็นปีว่าเขามุ่งมั่นมาลงสนามนี้" ดร.สติธร อธิบาย
โดยพรรค ปชน. เปิดตัวแคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ เมื่อ 5 พ.ค. ที่ผ่านมาส่ง "ดร.โจ" ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน
ความไม่พร้อมดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นจากการสัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ว่า "ถ้าไม่ติดเรื่อง[คดี] 44 สส. [ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จากพรรค ปชน.]ก็คงจะเป็นคุณวิโรจน์"
ดร.สติธรยังแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า แคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรค ปชน. นั้นก็ "น่าเซ็ง" เพราะดูเหมือนว่าผู้สมัครของพรรค "ไม่ได้ถูกเตรียมมาเพื่อสิ่งนี้" ยิ่งทำให้บรรยากาศดู "เคอะ ๆ เขิน ๆ กันไปหมด"
แต่เขาอธิบายด้วยว่า การเลือกตัวผู้สมัครเช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญในเชิงยุทธศาสตร์ของพรรค โดยพรรคอาจไม่ได้อยากส่งใคร "เพื่อมาแพ้" ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็เป็นได้
"สนาม กทม. รอบนี้ ทุกคนก็ประเมินตรงกันว่ายังไงอาจารย์ชัชชาติก็คงนอนมา มันก็เลยอาจมีความรู้สึกว่าไม่ได้อยากเตรียมใครมาแพ้ เพราะต่อให้หาคนได้แบบสุดยอด ประเมินยังไงก็สู้อาจารย์ชัชชาติไม่ได้" ดร.สติธรบอก
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการทั้งสองวิเคราะห์ว่าพรรค ปชน.ไม่ได้หวังชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แต่อาจกำลังมุ่งไปที่การพา ส.ก. ของพรรคเข้าสภาฯ กทม. ให้ได้มากที่สุด และการส่งแคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ ก็อาจช่วยได้
"การส่งแคนดิเดตผู้ว่าฯ ช่วยสร้างกระแสและเพิ่มจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ที่จะต้องเลือกสมาชิกสภากรุงเทพฯ เช่นกัน" เมธิสอธิบาย
เช่นเดียวกันกับ ดร.สติธร ที่เห็นว่าการส่งคนชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ นอกจากจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะ "พรรคที่ประสบความสำเร็จมากในกรุงเทพฯ" ก็ยังเป็นการทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย
"เป้าหมายจริง ๆ ของพรรคคือสนาม ส.ก. แต่ถ้าไม่สร้างบรรยากาศให้ดูสนุก น่าแข่งขัน คนอาจออกมาใช้สิทธิ์น้อย สนาม ส.ก. ที่เขาหวัง มันก็จะหวังยากเพราะจะสู้เสียงจัดตั้งไม่ไหว มันต้องเรียกคนที่เป็นเชิงกระแสออกมาเลือกตั้งผู้ว่าให้ได้เยอะ แล้วเขาก็อาจได้อนิสงค์ว่า โอเค ไม่มาเลือกแคนดิเดตผู้ว่าฯเขา แต่มาเลือก ส.ก. เขาก็ยังดี" เขาเสริม
ทั้งนี้ จากข้อมูลของ กกต. เปิดเผยว่า ในปี 2569 จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 4,507,523 คน หรือมีเพิ่มขึ้นราว 100,000 คน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ชัยชนะระดับท้องถิ่นอาจสามารถปูทางสู่งานบริหารระดับชาติ
ดร.สติธร มองว่า แม้พรรคประชาชนอาจไม่ได้หวังที่จะได้รับชัยชนะเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในปีนี้ แต่ถ้าได้รับชัยชนะจริงในการสู้ศึกครั้งนี้ ก็ถือว่า มีความหมายยิ่งต่อพรรค
"[พรรคประชาชน]ตั้งมาเป็นพรรคเชิงอุดมการณ์แบบต้องการมาเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนแปลงได้มันไม่ใช่แค่ส่งผู้สมัครลง สส. แค่นั้นมันไม่พอ การเมืองท้องถิ่นประเทศไทยมันก็สำคัญ" เขาอธิบาย
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายนี้ยังอธิบายต่อไปว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนก็มีความพยายามแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" ในสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นต่างจังหวัด แต่สนามท้องถิ่นของกรุงเทพฯ มีความสำคัญมากกว่า เพราะ "กรุงเทพฯ มีความหมายเชิงสัญลักษณ์" โดยเป็นทั้งเมืองท้องถิ่นที่ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีงบประมาณเกือบแสนล้านบาท
"[แม้]ในวันนี้เขายังไม่สำเร็จกับการเมืองระดับชาติ ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล ยังไม่ได้ตั้ง ครม. ยังไม่ได้แม้แต่ร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำ แปลว่าสนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะได้โชว์ฝีมือบริหาร เหมือนที่เขาพยายามจะเจาะสนาม อบจ. แล้วก็ได้ลำพูนมาที่เดียว แต่ถ้าได้สนาม กทม. มันจะโชว์อะไรได้เยอะ" อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บอก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตาม เมธิสได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในสนามเลือกตั้งกทม. ครั้งนี้ ผลงานการนำ ส.ก. ของพรรคประชาชนเข้าสภาฯ กทม. ก็ดูจะสำคัญยิ่งกว่าเก้าอี้ผู้ว่าฯ
เขาเสริมว่าพรรคไม่ควรได้จำนวนที่นั่ง ส.ก. น้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเหมือนตัวสะท้อนความพึงพอใจของคนในพื้นที่ต่อผู้สมัครของพรรค
"ประชาชนมักเลือกผู้ดำรงตำแหน่งที่ตนชื่นชอบหากพวกเขามีผลงานที่ดีในระดับท้องถิ่น หากผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบันจากพรรคประชาชนไม่ได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง ก็อาจทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนพึงพอใจกับผลงานในระดับท้องถิ่นของพรรคหรือไม่" เขาบอก
เมธิส อธิบายว่าการเลือกตั้ง กทม. ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของพรรคที่จะ "ยกระดับภาพลักษณ์ของกลุ่มบุคลากรใหม่" ในขณะที่ สส. ของพรรคกำลังอยู่ในจุดเสี่ยง หลังศาลฎีกามีคำสั่งให้รับคำร้อง "คดี 44 สส." เอาไว้พิจารณาวินิจฉัย
"การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสให้พรรคประชาชนได้ยกระดับภาพลักษณ์ของกลุ่มบุคลากรใหม่ รวมถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ซึ่งอาจมีความสำคัญยิ่งหากสมาชิกผู้นำระดับสูงบางคนของพรรคถูกสั่งยุติบทบาททางการเมืองจากคำพิพากษาของศาลในอนาคต" เขาอธิบาย
ด้าน ดร.สติธร แสดงทัศนะคล้ายกันว่าการวางตัวผู้สมัครในระดับท้องถิ่น มีความสำคัญเพราะเป็นขั้นบันไดขั้นสำคัญของนักการเมืองเพื่อก้าวเข้าสู่เวทีบริหารงานประดับประเทศ
"ถ้ามองในบริบทการเมืองโลก เราก็จะสามารถเห็นว่าหลาย ๆ นักการเมืองที่โตมาเป็นผู้นำทางการเมืองระดับชาติ มักผ่านการเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองหลวงของประเทศนั้น ๆ"
ยกตัวอย่าง นักการเมืองระดับประเทศที่เคยรับตำแหน่งผู้ว่าฯ ในเมืองหลวง ก็เช่น บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ก็เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน หรือ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่ก็เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา เป็นต้น
"การได้เข้าไปเป็น ส.ก. ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่[พรรค]กำลังเผชิญอยู่"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หลังคว้าชัยชนะในกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 อย่างถล่มทลาย พรรคประชาชนก็ย่อมถูกคาดหวังว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าปี 2565 ในขณะที่ "พรรคประชาชนต้องเผชิญกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งหลายราย รวมถึงผู้สมัครอิสระที่สนับสนุนชัชชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ที่กลับมามีบทบาทอีกครั้ง" เมธิสบอก
เขาบอกด้วยว่า แต่ในความท้าทายที่พรรคเผชิญก็ยังมี "ความโชคดี" คือ "ความคาดหวังที่ต่ำ" ของผู้สนับสนุนว่าพรรคคงไม่ได้เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มาครอง อย่างไรก็ตามพรรคก็ไม่ควรทำผลงานได้ต่ำเกินไป
"การแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอาจไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อเส้นทางในอนาคตของพรรค...แต่หากทำผลงานได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง คำถามเกี่ยวกับ[ความสามารถของ]ตัวผู้นำพรรคก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง" เมธิสอธิบาย
ด้าน ดร.สติธรมองว่า พรรคประชาชนมีความพยายามที่จะเรียก กระแส หรือ โมเมนตัม (momentum) ของพรรคกลับมาหลังพ่ายในศึกการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด "เพียงแต่ว่าความกังวลมันไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความฮึกเฮิมที่จะสู้"
เขาบอกด้วยว่าแม้การชวดเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคส้มจะไม่ใช่เรื่อง "น่าเกลียด" แต่คะแนนที่ได้ก็ไม่ควรต่ำเกินไปโดย "ต้องมาเป็นอันดับสอง 400,000 – 500,000 คะแนนควรจะได้" ในขณะที่จำนวน ส.ก. ก็ควรได้ "เกินครึ่ง" หรืออย่างน้อย 25 จากทั้งหมด 50 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร เสริมว่าแม้พรรคสีส้มอาจเรียกความหึกเหิมกลับมาได้บางส่วน และหากกวาดที่นั่งแบบ "เต็มแม็กซ์" ในสภาฯ กทม. แต่การได้เข้าไปเป็น ส.ก. ก็ไม่ได้แก้ไข "จุดเจ็บปวด" หรือ "ปัญหาที่[พรรค]กำลังเผชิญอยู่" (pain point) ของพรรคสักเท่าไรเพราะ "พรรคประชาชนติดอยู่ข้อเดียวคือยังไม่ค่อยได้โชว์ฝีมือทางการบริหาร"
"ในทางการเป็นผู้แทนในการใช้อำนาจตรวจสอบ พรรคได้แสดงความสามารถเต็มที่แล้วในระดับชาติ แต่การได้ ส.ก. เยอะ ๆ คุณก็ได้โชว์สกิลเดิมแต่ในระดับท้องถิ่น เพราะ ส.ก. ก็คือสภาตรวจสอบ" เขาเสริม
"คุณจะคิดว่าให้อาจารย์ชัชชาติเป็น[ผู้ว่าฯ กทม.]ไป แล้วเราก็เป็นเสียงข้างมากในสภาฯ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ทำงานร่วมกัน อะไรที่ไม่ชอบมาพากลก็ตรวจสอบ โอเค แบบนี้มันก็ดี แต่คุณไปได้ไกลกว่านี้ไง" เขาตั้งคำถาม
โดยนี่ก็เป็น "โอกาส" ที่น่าเสียดายว่า "พรรคที่ได้รับความนิยมการเมืองระดับชาติขนาดนี้ ทำไมคุณไม่ยกระดับขึ้นไปอีกเป็นพรรคที่ได้ผู้ว่าฯ กทม." ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้าย































