'ครอบครองอาวุธสงคราม - มีหลายสถานะในหลายประเทศ' เหตุจับชายชาวจีนจากอุบัติเหตุที่นำมาสู่การตรวจพบคลังแสงในชลบุรี มีข้อพิรุธอะไรบ้าง ?

.

ที่มาของภาพ, CHONBURI PROVINCIAL POLICE/Facebook

คำบรรยายภาพ, อาวุธสงครามที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในบ้านพักของนายหมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนวัย 31 ปี มีทั้งอาวุธปืนสั้น ปืนยาว ไปจนถึงวัตถุระเบิดหลายชนิด
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

จากอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. ในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กลับกลายเป็นคดีด้านความมั่นคง เมื่อตำรวจตรวจสอบพื้นที่พบชายชาวจีนซึ่งเป็นคนขับรถ พกอาวุธปืนสั้นติดตัวพร้อมแม็กกาซีน ทั้งยังมีพฤติการณ์ต้องสงสัย ซึ่งเมื่อตรวจค้นบ้านพักต่อก็พบอาวุธสงครามจำนวนมาก

ข้อพิรุธดังกล่าวนำมาซึ่งการขุดคุ้ยประวัตินายหมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนวัย 31 ปี รายนี้ และพบว่าเขามี "บัตรสีชมพู" ซึ่งคือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย โดยเขาเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง และยังข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชาด้วย

แม้ในการให้ปากคำเบื้องต้น เจ้าตัวจะบอกว่า "ประสงค์จะฆ่าตัวตาย" จากการเปิดเผยของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เมื่อวันเสาร์ (9 พ.ค.) ทว่าจากจำนวนอาวุธที่พบทำให้ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ โดยมีการประสานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตรวจสอบในประเด็นความมั่นคงในคดีนี้ด้วย

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าเบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหาชายชาวจีนรายนี้ในความผิดเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธ และได้แจ้งข้อหาผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดหาอาวุธปืน M4 ให้กับเขาอีก 5 ราย โดยยังคงต้องสอบสวนขยายผลที่มาอาวุธอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก

ผ่านมาสามวันนับจากอุบัติเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบ 'คลังแสง' ของชายชาวจีน มีข้อพิรุธอะไรบ้างที่ตำรวจตรวจพบเกี่ยวกับตัวเขา และการจัดหาอาวุธสงครามสะสมในไทย

'ปืนสั้น - ปืนยาว – ระเบิดสังหาร' ในบ้านพักชายชาวจีนที่ จ.ชลบุรี

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันศุกร์ (8 พ.ค.) บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ โดยรถเก๋งที่พลิกคว่ำที่มีนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 31 ปี เป็นคนขับ และมีหญิงชาวไต้หวันอีกหนึ่งคนที่นั่งเป็นผู้โดยสารมาด้วย ตามการรายงานของสำนักข่าวไทยรัฐ

รายงานข่าวระบุว่าเมื่อตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบพิรุธจากอากัปกิริยาของนายหมิงเฉิน จึงตรวจค้นตามยุทธวิธีจนพบว่าเขาพกปืนพกสั้นออโตเมติกพร้อมแม็กกาซีน และยังพบแม็กกาซีนและกระสุนปืนของอาวุธปืนยาวเอ็มโฟร์ (M4) จึงควบคุมตัวและเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในเวลาต่อมา

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับบีบีซีไทยในวันนี้ (11 พ.ค.) ว่า จากการตรวจค้นบ้านพักของนายหมิงเฉิน พบอาวุธสงครามต่าง ๆ จำนวนมาก อาทิ ปืน M4, แม็กกาซีนบรรจุกระสุน ระเบิดหลายชนิด รวมถึงระเบิดขว้าง, ดินระเบิด และเสื้อเกราะ

อย่างไรก็ดี เขายืนยันว่า "ไม่พบ" ระเบิดที่มีการติดตั้งกับเสื้อเกราะคล้ายระเบิดพลีชีพ และ "ไม่พบ" ข้อมูลการใช้โทรศัพท์สอบถามแชตจีพีทีถึงแนวทางการก่อวินาศกรรมในพื้นที่สำคัญตามที่มีบางสำนักข่าวรายงานก่อนหน้านี้ โดยประวัติการพูดคุยกับแชตจีพีทีในโทรศัพท์ของนายหมิงเฉิน มีเพียงการสอบถามถึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับอานุภาพของอาวุธต่าง ๆ ที่เขาครอบครองเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ว่านายหมิงเฉินสารภาพเพียงว่า "ประสงค์จะฆ่าตัวตาย" ซึ่งเขามองว่า "เป็นไปไม่ได้ จากการที่มีอาวุธขนาดนี้" อย่างไรก็ดี จากการสอบสวนยังไม่พบว่าชายชาวจีนรายนี้มีประวัติการกระทำผิดหรือมีพฤติกรรมจะก่อเหตุอะไร

ผบ.ตร. ยังเปิดเผยในการแถลงข่าวถึงเส้นทางอาวุธปืนของนายหมิงเฉิน ว่ามีปืนที่เป็นอาวุธส่วนตัวของ "ตำรวจ สน.สายไหม" ซึ่งไม่ใช่อาวุธปืนของทางราชการ ที่มีการนำไปขายต่อในแวดวงของตำรวจกันเอง ซึ่งเขาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตั้งทีมสืบสวนขยายผลในเรื่องนี้แล้ว

"ผมให้ประเด็นว่า สิ่งเหล่านี้ถึงแม้จะเป็นอาวุธปืนส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่จะนำไปสู่ปลายทางได้ว่าตกไปอยู่ในมือของผู้ต้องหาได้ยังไง" พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว "ไม่มีอะไรต้องปิดบังครับ แต่ผมก็บอกว่า ก็ต้องดูตำรวจนะว่าในการซื้อขายถูกต้องไหม"

"ต้องเข้าใจว่าตำรวจเองก็ต้องมีภาระของส่วนตัวในการที่จะเอาทรัพย์สินตัวเองไปจำนำ ไปซื้อไปขายเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงชีพตัวเอง แต่ก็ต้องดูว่าทรัพย์สินตรงนั้นขณะนี้วนมาสู่การครอบครองโดยผิดกฎหมาย ใบอนุญาตอยู่ไหนยังไง เรื่องนี้คงต้องขยายผลต่อไปครับ" เขากล่าวเสริม

.

ที่มาของภาพ, CHONBURI PROVINCIAL POLICE/Facebook

คำบรรยายภาพ, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยในการแถลงข่าวที่ สภ.นาจอมเทียน เมื่อ 9 พ.ค. ว่านายหมิงเฉินให้การเพียงว่า "ประสงค์จะฆ่าตัวตาย" แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ

ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า คำให้การของนายหมิงเฉินเกี่ยวกับที่มาของอาวุธที่เขาครอบครอง มีประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับข้อค้นพบของตำรวจ โดยเขาอ้างว่าซื้ออาวุธมาจากช่องทางออนไลน์ ในขณะที่ตำรวจสืบพบที่มาของปืนสองกระบอกแล้วว่าไม่ได้มาจากช่องทางออนไลน์

รองจเรตำรวจแห่งชาติไล่เรียงที่มาของปืนกระบอกแรกที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ คือปืนสั้น หรือปืนกล็อค (Glock) ระบุว่าเป็นปืนมีทะเบียนที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยเจ้าของคนแรกคือตำรวจ สน.สายไหม ที่ซื้อเพื่อใช้ในราชการ จากนั้นมีการจำหน่ายต่อกัน 2-3 ทอดในหมู่ตำรวจด้วยกันเองจนมาถึงมืออดีตข้าราชการตำรวจที่ถูกไล่ออกจากราชการไปแล้ว ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายปืนต่อจนไปถึงตัวนายหมิงเฉิน ซึ่งตำรวจกำลังตรวจสอบขั้นตอนการจำหน่ายปืนกระบอกนี้อยู่ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ส่วนที่มาของปืน M4 อีกกระบอกที่ตรวจพบในบ้านพักของนายหมิงเฉิน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหากับบุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดหาปืนกระบอกนี้ให้กับนายหมิงเฉิน รวม 5 ราย ในข้อหา "ร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืน" แล้ว ส่วนที่มาของปืนที่ผู้ต้องหาจัดหาให้กับนายหมิงเฉินจะมาจากไหนนั้น อยู่ในระหว่างการสอบสวนขยายผลต่อ ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 5 รายนี้ปฏิเสธที่จะให้การในชั้นพนักงานสอบสวน

เว็บไซต์ข่าวช่อง 7 รายงานในวันนี้ว่า ผู้ต้องหาในขบวนการจัดหาอาวุธปืน M4 ให้กับนายหมิงเฉิน ที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 5 ราย ยังรวมถึงครูฝึกยิงปืนในเมืองพัทยา, ทหารเรือและอดีตทหารเรือด้วย ซึ่ง พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ยืนยันในแถลงการณ์ว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด โดยหากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่าตำรวจยังคงพยายามแกะรอยที่มาของอาวุธสงครามอื่น ๆ ที่ตรวจพบทุกชิ้น ทั้งปืน M4 อีกกระบอก และระเบิดต่าง ๆ โดยลักษณะของวัตถุระเบิดที่ตรวจพบในบ้านพักของนายหมิงเฉินเป็นลักษณะของระเบิดที่ "ผลิตมาแล้วเพื่อใช้ในการทำสงคราม... ไม่ได้เป็นลักษณะของการมาประดิษฐ์เองหรือนำสารเคมีต่าง ๆ มาประดิษฐ์เอง" และอาวุธหลายชิ้นไม่ได้มีเลขรหัสระบุไว้ ซึ่ง "อาจจะถูกทำการลบร่องรอยหรือกลบร่องรอยไม่ให้ตรวจสอบได้โดยง่าย หรือไม่ให้ตรวจพบ"

ถือ 'บัตรสีชมพู' - มีประวัติย้ายที่อยู่มาจากเชียงใหม่

ในช่วงเช้าวันเสาร์ (9 พ.ค.) หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายหมิงเฉิน เพจเฟซบุ๊ก "เพื่อนตำรวจ" เผยแพร่ภาพบัตรประจำตัวประชาชนของชายชื่อ 'เฉิงเจ้า หวู' โดยระบุข้อความว่า "ไม่ใช่เฉพาะหนุ่มจีนเจ้าของคลังแสงมีเลขบัตรปชช.- มีชื่อในทะเบียนบ้าน เข้าออกไทยบ่อย บิ๊กต่ายสนใจตรวจสอบบุคคลนี้มั้ยครับ..."

ภาพบัตรประชาชนดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยเชื่อมโยงกับคดีของนายหมิงเฉิน ซึ่งกรมการปกครองได้สั่งตรวจสอบความถูกต้องทางทะเบียนราษฎรของทั้งนายหมิงเฉิน ซัน และและนายเฉิงเจ้า หวู เจ้าของบัตรประชาชนตามภาพที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ และพบว่านายหมิงเฉินเป็น "บุคคลสัญชาติจีน" ที่มีบัตรประจำตัวสีชมพู เลขประจำตัว 6-XXXX-XXXXX-XX-X มีที่อยู่ปัจจุบันที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ โดยมีประวัติย้ายที่อยู่มาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ขณะที่นายเฉิงเจ้า หวู เป็น "บุคคลสัญชาติไทย" ที่ได้สัญชาติมาโดยการเพิ่มชื่อที่เขตบางแค กรุงเทพฯ โดยเขามีบัตรประจำตัวประชาชนสีฟ้า เลขประจำตัว 5-XXXX-XXXXX-XX-X และมีที่ปัจจุบันในเขตบางแค กรุงเทพฯ

โดยมีรายงานเจ้าหน้าที่กรมการปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และที่เขตบางแค กรุงเทพฯ ในวันนี้ ซึ่งสำนักงานเขตบางแค ออกมาชี้แจงกรณีของนายเฉิงเจ้าในเวลาต่อมาว่าเขาได้รับสัญชาติไทยมาอย่างถูกต้อง โดยเป็นการได้สัญชาติตามบิดา และได้เพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 พ.ศ.2541

.

ที่มาของภาพ, Department of Provincial Administration

ส่วนเอกสารแสดงสถานะในไทยของนายหมิงเฉิน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่าเขา "ไม่มี" บัตรประจำตัวประชาชนไทยตามที่เป็นกระแสข่าว มีเพียง "บัตรสีชมพู" ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเท่านั้น โดยเขามีการเข้า-ออกหลายประเทศ แต่ในช่วงสองปีหลังจะอยู่ที่ไทยเป็นหลัก โดยใช้วีซ่า Privilege Entry (วีซ่าประเภทอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ)

ก่อนหน้านี้เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ตำรวจยังได้เข้าตรวจค้นที่อยู่ตามบัตรสีชมพูของนายหมิงเฉิน ซึ่งอยู่ในเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ และสอบปากคำอดีตภรรยาของนายหมิงเฉินซึ่งให้ข้อมูลว่าฝ่ายชายได้นำที่อยู่บ้านหลังนี้ไปเปิดบริษัท อาหลง คอนแทรคเตอร์ จำกัด

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ขณะนี้ตำรวจยังคงอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผลว่าบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับนายหมิงเฉินจริงหรือไม่ หรือเกี่ยวข้องในทางใดบ้าง

มี "หลายสถานะบุคคลในหลายประเทศ" มีข้อมูลเข้า - ออกกัมพูชา

รองจเรตำรวจแห่งชาติยังเปิดเผยด้วยว่า นายหมิงเฉินเป็น "บุคคลที่มีสถานะในการเดินทางไปประเทศต่าง ๆ ได้หลายสถานะ" โดยเขาถือพาสปอร์ตจีน มีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเป็นเอกสารประกอบการอาศัยอยู่ไทย และยังมีเอกสารซึ่งตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ อีก 2-3 สถานะ

อย่างไรก็ดี เมื่อถามย้ำว่าเขามีสถานะใดในกัมพูชา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ตอบว่า "ตอนนี้ขอให้เราขยายผลให้รอบคอบก่อน" โดยพบข้อมูลว่านายหมิงเฉินมีการเข้า-ออกประเทศกัมพูชาบ่อยครั้ง เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่เขาเดินทางเข้า-ออก แต่ไม่พบว่ามีการไปฝึกในค่าย BHQ หรือมีความเชื่อมโยงทางการทหารกับทางการกัมพูชา

ก่อนหน้านี้มีข้อมูลปรากฏตามสื่อด้วยว่านายหมิงเฉินมีธุรกิจเปิดร้านสุราอยู่ในกัมพูชา ทว่า พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังไม่ยืนยันข้อเท็จจริงในข้อนี้ ระบุว่าเป็นเรื่องที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบ

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า นายหมิงเฉินเป็น "บุคคลที่มีสถานะในการเดินทางไปประเทศต่าง ๆ ได้หลายสถานะ"

โฆษก ตร. ยันยังไม่พบข้อมูลเตรียมก่อวินาศกรรม

รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำว่า จากข้อมูลที่ตำรวจค้นพบในตอนนี้ ยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างตัวนายหมิงเฉินกับการจะก่อวินาศกรรม

"ต้องเรียนว่าจากข้อมูลในการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น ตลอดจนข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็คือโทรศัพท์มือถือของนายหมิงเฉินเองเนี่ยนะครับ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าจะก่อเหตุร้ายหรือเหตุรุนแรงในประเทศไทยนะครับ" เขาระบุ

เมื่อถามว่าการไม่พบข้อบ่งชี้เช่นนี้จะทำให้คำให้การของนายหมิงเฉินที่บอกว่าเขา "ประสงค์จะฆ่าตัวตาย" มีน้ำหนักมากขึ้นหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ตอบว่าประเด็นนี้ตำรวจมีข้อมูลอยู่ว่าชายชาวจีนรายนี้เคยไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องภาวะอาการซึมเศร้า ทว่าตำรวจก็ไม่ได้ตัดประเด็นอื่น ๆ ทิ้ง

"เรายังไม่ตัดสักประเด็นนะครับ แต่น้ำหนักที่เราให้ตอนนี้ ก็อยู่ที่เหตุผลส่วนตัวของเขาครับ ว่าเขาสะสม[อาวุธ] เหตุผลส่วนตัวของเขาคืออะไรนะครับ แต่น้ำหนักเรื่องการก่อการร้ายหรือก่อเหตุรุนแรงในประเทศไทย อันนี้ก็ต้องถือว่ายังไม่มีข้อบ่งชี้อะไรนะครับ ก็คงต้องสืบสวนขยายผลต่อไปเรื่อย ๆ"