"เราต้องทำงานหนักจนคนเขารู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น" 4 ปีที่ผ่านมาและ 4 ปีข้างหน้าของ กทม. ในมุมมอง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 5 มิ.ย. 2569 ภายในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในปอดสำคัญของกรุงเทพมหานคร มีประชาชนกำลังแล่นเรือใบ ท่ามกลางลมเย็นและสภาพอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ทีมงานบีบีซีไทยมีนัดกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจการลงพื้นที่เพื่อหาเสียงแถบกรุงเทพฯ ตะวันออก

"กทม. มันเหมือนสิ่งมีชีวิตน่ะ ไม่มีทางที่จะสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ มีคนถามว่า เฮ้ย ชัชชาติ บริหารมา 4 ปีทำไมยังมาเห็นปัญหาเพิ่ม ปัญหามันเกิดขึ้นตลอด แล้วมันก็เปลี่ยนไปตามบริบท" นายชัชชาติ กล่าวให้กับบีบีซีไทยเมื่อถามถึงประสบการณ์การเป็นผู้ว่าฯ เมืองหลวงแห่งนี้มาครบวาระ 4 ปี

ท่ามกลางบรรยากาศการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่วันเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย. นี้ ประเด็นสำคัญที่เป็นข้อถกเถียงคือ การประเมินผลงาน 4 ปี ของเขา

ทว่า ด้วยตารางงานที่รัดตัวของผู้ท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นสมัยที่สองผู้นี้ และแม้ว่าบีบีซีไทยมีโอกาสได้สัมภาษณ์สั้น ๆ เพียง 10 นาที แต่ก็ทำให้เราสามารถเห็นทัศนะและวิสัยทัศน์ต่อการบริหารเมืองหลวงแห่งนี้ได้ โดยสรุปเป็น 5 ประเด็นดังนี้

1.รื้อฟื้น "ความไว้วางใจ" ด้วยแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ทำอย่างไร

เมื่อบีบีซีไทยถามว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การทำงานในกรุงเทพมหานครได้พิสูจน์ให้เห็นถึงอะไรบ้าง นายชัชชาติตอบอย่างชัดเจนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ว่า "จริง ๆ แล้วเราทำได้ ถ้าเกิดเรามีความร่วมมือกัน"

เขาอธิบายต่อไปว่า สำหรับตนแล้วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รากฐานสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นปรับปรุงเมือง คือการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นที่ขาดหายไประหว่างหน่วยงานราชการและประชาชน

"จริง ๆ แล้วที่ผ่านมาผมเชื่อว่าสิ่งที่ขาดคือความไว้วางใจ ระหว่าง กทม. กับคนใน กทม. เราเองก็ไม่ไว้ใจคน คนใน กทม. ก็ไม่ไว้ใจ กทม. หรอก แต่ผมว่าเราเริ่มทำให้เห็นชัด"

อดีตผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าเครื่องมือหลักที่เขานำมาใช้แก้ปัญหานี้คือ Traffy Fondue หรือแอปพลิเคชันรับแจ้งและติดตามเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นระบบ

"Traffy Fondue เป็นตัวที่กระจายอำนาจลงไป ให้เราฟังประชาชนมากขึ้น แล้วก็ประชาชนสั่งการเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอ 4 ปีเลือกตั้งค่อยมาสั่งเราใช่ไหม อันนี้ทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น"

บีบีซีไทยสังเกตได้ว่า นโยบาย Traffy Fondue ดูจะเป็นผลงานที่นายชัชชาติปลื้มใจเป็นพิเศษในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราถามเขาว่าผลงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตคืออะไร อดีตผู้ว่าฯ ผู้นี้ตอบว่าคือการทำ Traffy Fondue และเมื่อเราถามเขาเพิ่มเติมว่า หากมีงบประมาณ 100 ล้านบาทเพื่อนำไปทำโครงการแก้ปัญหาได้หนึ่งอย่างเขาจะเลือกนำไปทำอะไร เขาก็ตอบอีกว่าจะเอาไปทำโครงการ Traffy Fondue เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การทำงานผ่านแพลตฟอร์มนี้ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยโดยชี้ว่า การใช้ Traffy Fondue เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาจับกับ "งานประจำ" ของสำนักงานเขต และมีจุดอ่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ไม่สมบูรณ์ เช่น กรณีที่มีการแชร์ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ใช้เอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) แต่งภาพเพื่อปิดงานรับแจ้งเหตุ

ขณะที่ในอีกมุมมองหนึ่ง นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักนโยบายจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยว่า ความสำเร็จของนโยบายนี้เป็นการวัดจาก "ผลผลิต (output)" มากกว่า "ผลลัพธ์ (outcome)" ที่ลงมาสู่กลุ่มเป้าหมายหรือปรับพฤติกรรมคนได้จริง

นายชัชชาติชี้ว่าปรากฏการณ์ที่มีประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามามากกว่า 1 ล้านเรื่องตลอดระยะเวลา 4 ปีนั้น เป็นภาพสะท้อนถึงความไว้ใจมากกว่าความเกลียดชัง

และเขาเชื่อว่าความไว้วางใจได้เกิดขึ้นแล้ว สังเกตได้จากนโยบายที่ต้องอาศัยแนวร่วมขนาดใหญ่อย่างการปลูกต้นไม้ล้านต้น หรือการสร้างสวนสาธารณะ ที่เขาประเมินว่าสามารถเดินหน้าได้ภายใต้ความร่วมมือแบบ "4 เกลียว" ซึ่งประกอบด้วย กทม. ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาชน ได้สำเร็จ

2.เส้นเลือดฝอยสำคัญต่อการแก้ปัญหา กทม. อย่างไร

ย้อนกลับไปหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 นโยบาย Traffy Fondue ที่ "ทีมชัชชาติ" ภาคภูมิใจนั้นเปิดตัวคู่กับคำว่า "ปัญหาเส้นเลือดฝอย"

และแม้จากข้อมูลระบบติดตามนโยบายกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปีงบประมาณ 2567-2570 ระบุว่า ทีมของนายชัชชาติได้ผลักดันนโยบายกว่า 200 นโยบาย คิดเป็น 21,137 โครงการย่อย และดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 62.9% แต่ในบรรดาโครงการเหล่านี้ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า กทม. ภายใต้ผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ ให้น้ำหนักไปที่การแก้ไขปัญหาจุกจิกหรือ "เส้นเลือดฝอย" โดยละเลยการวางแผนพัฒนา "เส้นเลือดใหญ่" หรือโครงสร้างหลักของเมือง

เช่น นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยโดยมองว่า การแก้ปัญหาตามคำร้องเรียนไม่ทำให้เมืองเปลี่ยนแปลง และเห็นว่านายชัชชาติอาจขาดวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง

ส่วนนายสกลธีกล่าวในบทสัมภาษณ์เดียวกัน ชี้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ยังขาดงานพัฒนาภาพใหญ่ เช่น การจัดการขยะที่ยังพึ่งการฝังกลบ 60-70% และไม่มีศูนย์บัญชาการวิเคราะห์ค่าน้ำ-ฝุ่นแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ดี นายชัชชาติได้อธิบายว่าการแยกส่วนระหว่างเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดใหญ่เป็นความเข้าใจการปฏิรูปโครงสร้างที่คลาดเคลื่อน เพราะสำหรับเขา การเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบพื้นฐานระดับล่างสุด คือจุดเริ่มต้นของการปกป้องโครงสร้างระดับมหภาค

"คือถ้าคนไปพูดแสดงว่าไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำ ที่เราทำเนี่ยคือการเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ของกรุงเทพฯ เลย" เขากล่าวเสริมว่าตนได้ทลายกำแพงระบบราชการแบบ "ไซโล" (silo) โดยยกตัวอย่างเรื่องการจัดการน้ำและการจัดการฝุ่น PM2.5

"เขตดูแลน้ำท่วมของตัวเอง ไม่สนใจสำนักระบายน้ำ เราก็ทลายไซโลเพื่อให้ทั้งหมดทำร่วมกัน" เขากล่าว

ขณะเดียวกันชัชชาติระบุว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM2.5 ยังมีการปรับโครงสร้างเชิงสถาบัน โดยจากเดิมการแก้ปัญหานี้เคยกระจัดกระจายอยู่ตามสำนักต่าง ๆ แต่ กทม. ได้ปรับโครงสร้างโดยตั้งผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร (Chief Sustainability Officer -CSO) ขึ้นมาเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อเปลี่ยนระบบการทำงานให้เป็นแบบเครือข่าย

ในประเด็นนี้ ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และทีมกรุงเทพทำงาน โพสต์ข้อความอธิบายผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้มีการปรับโครงสร้างสำนักสิ่งแวดล้อมของ กทม. โดยได้ขยายหน่วยงานหลักที่ดูแลพื้นที่สีเขียวและการจัดการขยะ พร้อมเพิ่มบทบาทเชิงยุทธศาสตร์และการแยกขยะแล้ว

"จากหลาย ๆ ปีที่ กทม. ไม่เคยลดขยะได้ ขยะเพิ่มทุกปี (ไม่นับช่วงโควิด แต่ก็มีปัญหาขยะติดเชื้อแทน) ในโครงการไม่เทรวม โครงการ FoodBank และโครงการ 3R ทำให้ กทม. สามารถลดขยะได้ถึง 800-1,000 ตันต่อวัน ทำให้คงตัวที่ 9,000 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มลดลง" เธอระบุ

"ถ้าเส้นเลือดฝอยไม่แข็ง โครงสร้างก็อ่อนแอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราไปปรับปรุงเส้นเลือดฝอย เราไปทำท่อระบายน้ำหมื่นกว่ากิโลเมตร นี่คือปรับโครงสร้างเลยนะ เพราะถ้าเกิดตรงเส้นเลือดใหญ่มันอ่อนแอ มันก็เจ๊งไง" นายชัชชาติกล่าวกับบีบีซีไทย

3.เหตุใดต้องบายพาสกฎหมายด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

หนึ่งในปัจจัยที่มักถูกหยิบยกมาเป็นอุปสรรคในการบริหารกรุงเทพมหานคร คือข้อจำกัดทางกฎหมายซึ่งทำให้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปสั่งการหรือบริหารจัดการในหลายเรื่อง เนื่องจากปัญหาขนาดใหญ่หลายประการ เช่น การจราจร หรืออำนาจของตำรวจ อยู่เหนือการควบคุมของ กทม. และต้องรอการแก้ไขกฎหมายในระดับรัฐสภา

นายชัชชาติปฏิเสธแนวทางที่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย โดยระบุว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงข้ออ้าง โดยเขาเห็นว่าควรเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อทำงานภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่

"ผมว่าอย่าไปยอมแพ้ อย่าไปยอม... โอ๊ย กฎหมายมันแย่ ต้องไปรอเปลี่ยนกฎหมาย life goes on (ชีวิตต้องเดินต่อไป) ทุกวินาที ถูกไหม เราต้องทำในเงื่อนไขที่มี ส่วนเปลี่ยนกฎหมายก็เป็นหน้าที่ที่คนที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำ ถ้าเป็นกฎหมาย กทม. ใหญ่ ทาง สส. ก็ต้องเป็นคนทำ... และผมเชื่อว่าปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ มันช่วยให้เราขยายกรอบของเราได้"

เขายกตัวอย่างการดำเนินการในเรื่องนี้ เช่น การนำระบบสาธารณสุขทางไกล (telemed) มาใช้ การเปลี่ยนข้อมูลระบบแอนาล็อกให้เป็นดิจิทัลเพื่อทำระบบข้อมูลเปิด (open data) และสัญญาเปิด (open contract) ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมาย

รวมไปถึงการใช้อำนาจที่มีอยู่ในการประกาศเขตควบคุมมลพิษต่ำ (low emission zone) โดยใช้กล้องวงจรปิดจับป้ายทะเบียนรถที่ปล่อยมลพิษ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจห้ามรถบรรทุกเข้าเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้ของนายชัชชาติ ได้รับเสียงวิพากษ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านเมือง เช่น นายอนรรฆมองว่านโยบายเหล่านี้สะท้อนกรอบคิดแบบ "technological solutionism" ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ทั้งที่ปัญหาของ กทม. มีความซับซ้อนกว่านั้น

4. หากได้รับเลือกตั้งอีกหนึ่งสมัย อีก 4 ปีข้างหน้า วางแผนบริหารอย่างไร

เมื่อบีบีซีไทยถามว่าอีก 4 ปีข้างหน้า วางแผนบริหารอย่างไรหากได้รับเลือกตั้งอีกหนึ่งสมัย นายชัชชาติตอบว่า "มีอีกเยอะแยะเลยที่ต้องทำ"

เขาระบุว่าช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา คือการสร้างระบบต้นแบบ (prototype) ในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข "แต่เชื่อว่าอนาคตก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้น เพราะว่าเรามีการทำ prototype ในหลายเรื่องไปแล้ว"

นายชัชชาติเปิดเผยอีกว่า แผนงานต่อไปคือการขยายผล เขายกตัวอย่างเป้าหมายด้านสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบัน กทม. รับดูแลสิทธิบัตรทองระดับปฐมภูมิอยู่ประมาณ 1 ล้านคน จากทั้งหมด 3 ล้านสิทธิ์ในพื้นที่ แต่ในช่วงที่ผ่านมา กทม. ต้องรับโอนผู้ป่วยจากคลินิกชุมชนอบอุ่นที่ถูกยกเลิกสัญญา

หากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง เขาบอกว่า ทีม "กรุงเทพทำงาน" ได้เตรียมขยายศักยภาพการรับรองสิทธิปฐมภูมิเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคน โดยกระจายภาระงานไปยังศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ซึ่งนายชัชชาติระบุว่า ได้มีการคำนวณภาระงานแล้วว่าสามารถดำเนินการได้ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายลดเวลารอคอยของผู้ป่วยที่นัดหมายล่วงหน้า (ไม่รวมกรณี walk-in) ให้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ผ่านการใช้เทคโนโลยีจัดคิว

"ผมว่าเราขยายไปเยอะเลยนะ เราขยายแล้วก็เรารับคนไข้ที่เขายกเลิกคลินิกชุมชนอบอุ่นมา แล้วก็มีการขยาย แต่ว่าในอนาคตมันก็ต้องเตรียมโครงสร้าง เตรียมงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้รองรับได้" อดีตผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

5. ลงรับเลือกตั้งสมัยแรกกับสมัยที่สองต่างกันอย่างไร

เมื่อประเมินถึงสถานการณ์การเลือกตั้งสมัยที่สอง นายชัชชาติระบุว่า การลงสมัครในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างจากครั้งแรก

เขาระบุว่าในอดีตต้องอาศัยการเสนอวิสัยทัศน์หรือ "การขายฝัน" เนื่องจากยังไม่มีผลงานใน กทม. ให้พิสูจน์ แต่ในปัจจุบัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลงานที่ผ่านมา

"ระหว่าง 4 ปีที่ผ่านมา ก็จะมีคนบอกเยอะเลยว่า ไม่เห็นค่อยประชาสัมพันธ์ผลงานเลย ทำไมไม่ประชาสัมพันธ์ผลงาน คนเขาไม่รู้ว่าทำอะไรบ้าง ผมก็พยายามเน้นว่า ประชาสัมพันธ์ก็โอเค แต่ว่าอยากจะให้คนเขารู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้นเอง" เขากล่าว "คือไม่ต้องให้ไปประชาสัมพันธ์หรอก เราต้องทำงานหนักจนกระทั่งคนเขารู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้น"

นายชัชชาติมองว่า ตัวชี้วัดการทำงานของตนอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น ไฟทางสว่างขึ้น ปัญหาน้ำท่วมน้อยลง ถนนหนทางดีขึ้น และการแก้ปัญหาที่รวดเร็วขึ้น

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ บีบีซีไทยถามถึงประโยคที่ประทับใจที่เขาได้รับจากการพูดคุยกับประชาชนระหว่างการหาเสียงในครั้งนี้

"ประโยคว่า กรุงเทพฯ ดีขึ้น กรุงเทพฯ ดีขึ้น ที่ผ่านมาขอบคุณมาก ขอบคุณมากที่ทำให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น" ชัชชาติกล่าว

"แล้วผมว่าอย่างที่บอกเนี่ย มันคือเส้นเลือดฝอยเลย เพราะว่าการดีขึ้นเนี่ย มันคือชีวิตประจำวันเขา ที่ชีวิตเขาดีขึ้น แล้วก็เป็นหน้าที่เราที่ต้องไปดูแล อันนี้คือเหมือนกับเป็น passion (แรงผลักดัน) ของเราที่เราอยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตามครับ"