1 ปีหลังประชามติ: เปิดงานวิจัย ทำไม รธน. ผ่านฉลุย

ประยุทธ์ลงประชามติ
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เปิดโทรทัศน์เพือรับชมรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ในทุกคืนวันศุกร์ คำไหนของผู้นำที่ติดหู-ติดใจคุณ..?

และถ้าคุณเป็นคนไทยที่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 ส.ค. 2559 คุณตัดสินใจ "รับ-ไม่รับ" ร่างฯ บนพื้นฐานอะไร..?

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอิทธิพลต่อการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนนร้อยละ 61.35 ต่อ 38.65 หรือไม่?

ผลการศึกษาเรื่อง "วาทกรรมประชามติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ" โดย เอกจิต สว่างอารมย์ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (2559) ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างวันที่ 9 ต.ค.2558-5 ส.ค.2559 ก่อนนำมาวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) จากการสื่อสารความหมายในเนื้อหาที่นำเสนอ พบว่า การสื่อสารของ พล.อ.ประยุทธ์ในรายการดังกล่าว ถูกกำกับภายใต้ความหมายของวาทกรรม 3 ชุดหลักคือ

1. ประชาธิปไตยในแบบ คสช. ที่พร้อมให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ทว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไข-กติกาของรัฐบาล คสช.

2. ความมั่นคง โดยอ้างอิงคตินิยมแบบทหารที่เน้นมิติความมั่นคงเหนือการพัฒนา จึงทั้งเตือน-ทั้งขู่ เพื่อให้ประชามติเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย 3. พ่อเมือง/ขุนพล ผู้ประกาศตัวเป็น "ผู้จัดการ-ผู้สะสางปัญหา" ให้ประเทศชาติและประชาชน

จาก "ผู้อบรมสั่งสอน" ประชาชน สู่ "ผู้หวังดีต่อประเทศ"

ตลอด 1 ปี 10 เดือน นับจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เข้ารับหน้าที่ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถึงวันออกเสียงประชามติ (5 ต.ค. 2558-7 ส.ค. 2559) พล.อ.ประยุทธ์มักใช้พื้นที่รายการคืนความสุขฯ "อบรมสั่งสอน" ประชาชนเป็นส่วนใหญ่ นับได้เป็น ร้อยละ 36.36 ของจำนวนรายการที่ออกอากาศในช่วงนั้น โดยพร่ำบอกว่า "อย่าเอาแต่ประชาธิปไตย" "เลิกทะเลาะกัน" และ "ออกไปลงประชามติ"

ที่มา : วิทยานิพนธ์เรื่อง "วาทกรรมประชามติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ"

เอกจิตบอกกับบีบีซีไทยว่า นี่คือการสื่อสารที่แฝงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้สร้างวาทกรรมกับประชาชน "เสมือนหนึ่งประชาชนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ไม่มีความรู้เรื่องการออกเสียงประชามติ" อีกทั้งยังสร้างความหมายประชาธิปไตยในรูปแบบ "เสรีภาพของประชาชนอยู่ภายใต้ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง"

ส่วนวาทกรรมรองๆ ลงไปเป็นการ "เปิดวิวาทะฝ่ายตรงข้าม" โดยวิจารณ์ว่ามีความเข้าใจไม่ถูกต้อง ถือเป็นการสร้างภาพ "ผู้ร้ายทางการเมือง" และ "ไม่รักชาติ" ให้คนต่างขั้วการเมือง

ขณะเดียวกันยังมีวาทกรรมประเภท "ชี้แจงทำความเข้าใจ" คอยตอกย้ำว่า "รัฐบาลชุดนี้ทำเพื่อประชาชน" "ตั้งใจทำกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย"

สุดท้ายวาทกรรมประชามติรวม 45 ชุดที่เกิดขึ้นในรายการคืนความสุขฯ ได้สร้างอัตลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็น "ผู้หวังดีต่อประเทศชาติ" และ "ผู้มีความเข้าใจประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่ในความสงบ"

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
คำบรรยายภาพ, นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 174 ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ก่อนเผยแพร่เนื้อหารวม 279 มาตรา 15 หมวด ต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 เพื่อให้ประชาชนลงประชามติ

ด้วยรูปแบบการสื่อสารแบบ "วันแมนโชว์" ที่ไร้การซักค้าน-โต้แย้ง ผสานกับการออกแบบเนื้อหาอย่างมีทิศทาง ทำให้ความหมายวาทกรรมประชามติที่เกิดขึ้นในรายการคืนความสุขฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ไม่ใช่ผลโดยตรงในช่วงเวลาออกอากาศ 20.00 น. เศษ เพราะเทคโนโลยีช่วยเพิ่มช่องทางรับสารอื่นแก่ประชาชนในคืนวันศุกร์ บางส่วนเลือกปิดทีวีหนี-เปลี่ยนไปเสพสื่ออื่นเพื่อคืนความสุขในแบบของตน

แต่ "น้ำคำ" ของผู้นำถูกนำไป "ผลิตซ้ำ" ผ่านสื่อบุคคลในเครือข่ายอำนาจรัฐ ทั้งวิทยากรเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญระดับจังหวัด-อำเภอ-หมู่บ้าน ที่เรียกว่า "ครู ก. ข. ค." กลุ่ม รด. จิตอาสา และอื่นๆ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า "มีผลอย่างมากในการโน้มน้าวใจประชาชน เพราะเป็นการสื่อสารที่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนบุคคล"

เอกจิต สว่างอารมย์ (คนที่ 2 จากขวามือ) และ ผศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิแก้ว (คนที่ 3 จากขวามือ) พร้อมกรรมการสอบวิทยานิพนธ์หัวข้อ "วาทกรรมประชามติของ พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ"
คำบรรยายภาพ, เอกจิต สว่างอารมย์ (คนที่ 2 จากขวามือ) และ ผศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิแก้ว (คนที่ 3 จากขวามือ) พร้อมกรรมการสอบวิทยานิพนธ์หัวข้อ "วาทกรรมประชามติของ พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ"

สอดคล้องกับความเห็นของ ผศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีนิด้า และผู้อำนวยการหลักหลักสูตรปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ ที่ว่า คำพูดในรายการคืนความสุขฯ ถือเป็น "สารตั้งต้น" โดย พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่นับ 1 ให้ โดยมีองคาพยพต่างๆ คอยรับลูกแล้วนำไปสื่อสาร-ย้ำเตือน เมื่อถึงจุดสำคัญว่าจะต้องไปซ้ายหรือขวา เดินหน้าหรือถอยหลัง รายการนี้ก็ทำหน้าที่ "กระตุ้น" การตัดสินใจ นี่คือเหตุผลที่ คสช.ต้องยึดผังรายการทีวี-ยึดตรึงเวลาประเทศไทยเอาไว้ แม้ไม่ใช่รายการที่คนเฝ้าติดตามรอฟัง แต่สื่อกระแสหลักก็เก็บตกข้อมูลไปนำเสนอต่อ ซึ่งการ "ผลิตซ้ำ" เนื้อหาไม่ว่าในแง่บวกหรือลบทำให้เกิดการทำงานของวาทกรรม

อดีตที่น่ากลัว กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

อีกปรากฎการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาประชามติ คือการแต่งเครื่องแบบทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ซึ่ง ผศ.ดร.อัศวินเห็นว่านี่คือการสื่อสาร-ออกคำสั่งโดยสัญลักษณ์

ทหาร-รด. จิตอาสารณรงค์ช่วงประชามติ

"มันเหมือนกับกำลังจะออกรบแล้ว ก็ต้องปลุกขวัญกำลังใจให้เกิดความฮึกเหิม ในการออกศึกต้องเอาสิ่งที่ตัวเองเคยมี เคยใช้ เคยประกาศศักดาออกมาปลุกกองเชียร์ มันบ่งบอกถึงฮาร์ดพาวเวอร์ (อำนาจบังคับขู่เข็ญ) บางอย่างที่แฝงมากับสัญลักษณ์เหล่านั้น ผมคิดว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยมีภาพเชิงบวกกับกองทัพในแง่ความเป็นสถาบัน จากการคอยช่วยเหลือเป็นที่พึ่งยามยาก และการยึดโยงกับสถาบันหลักของชาติ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็เรียนรู้และใช้ประโยชน์ตรงนี้"

"การแต่งเครื่องแบบทหารของนายกฯ ยังมีอีกนัยคือการออกคำสั่งโดยสัญลักษณ์ ตอกย้ำว่าเอาจริงนะ ลองคิดดูว่าหน่วยทหารทั้งบก เรือ อากาศ ตำรวจมีตั้งเท่าไร เครือญาติอีกเท่าไรที่จะถูกส่งสารจากนายกฯ ไป" ผศ.ดร.อัศวินกล่าว

ต่างจากพื้นที่สื่อสารของ "ฝ่ายเห็นแย้ง" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ถูกจำกัดด้วยสารพัดกฎหมาย แม้นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวบางส่วนพยายามส่ง "เสียงที่ต่าง" แต่สังคมไทยยังไม่รับลูกเพียงพอ

"สังคมโดยส่วนใหญ่อยากเคลื่อนตัวเองไปสู่การเลือกตั้ง จึงปล่อยผ่านไป เพราะคิดว่าประชามติเป็นขั้นหนึ่งที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย ทุกคนจึงเร่งกระบวนการนี้เพื่อจะได้เดินต่อตามภาพอนาคตที่ถูกวาดไว้"

นักศึกษารณรงค์ต่อต้านการลงประชามติ

ขณะเดียวกันปฏิบัติการนี้ยังเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศความตึงเครียด เมื่อรัฐบาล คสช. ไม่ยอมเปิดเผยว่าหากร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำในชั้นประชามติ จะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่ง อ.อัศวินเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยไปโหวตรับร่างฯ เพราะเหตุนี้

"การไม่รู้อนาคตมันสะสมบรรยากาศความตึงเครียด เขาจึงเปิดช่องไว้นิดๆ ว่าแต่ละคนสามารถคลายความตึงเครียดได้ด้วยการออกไปโหวต และจะดีมากถ้าโหวตในทิศทางที่ทำให้โรดแมปของ คสช. เดินหน้าต่อไป ซึ่งนั่นก็คือการรับร่าง"

การออกเสียงประชามติหนที่ 2 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดขึ้นเพื่อถามประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ว่ารับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ต่างจากบรรยากาศช่วงจัดทำร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ในยุคประชาธิปไตย หรือร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร แต่ก็ยังมีเวทีถกเถียงกันได้

"ช่วงก่อนลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด พื้นที่แสดงความคิดเห็นถูกปิดเกือบหมด ดังนั้นตัวอักษรที่บรรจุในนั้น มันไม่มีความหมายเลย เราเห็นแต่ความเคลื่อนไหวผ่านตัวบุคคล ผ่านผู้นำที่เกาะกลุ่มเป็นเครือข่ายอำนาจที่ออกมาพูดอย่างนั้นอย่างนี้" นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนกล่าว

บทสรุปของการที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยคะแนน "ทิ้งห่าง" ในทัศนะของเขาคือ "มันเป็น 'พลังลายพราง' ที่มีทั้งความเกรี้ยวกราด สะลึมสะลือ สลัวๆ พลิ้วไหวก็ยังได้ ทั้งหมดร้อยเรียงเป็นพลังให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ"