"งามสมบรมราชินี" สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ ทูตวัฒนธรรมนำมรดกไทยสู่เวทีโลก

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

Published
เวลาอ่าน: 12 นาที

เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ หรือ 48 พรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวียนมาถึงในวันที่ 3 มิ.ย. 2569 พสกนิกรชาวไทยและประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วโลก ต่างก็ได้ประจักษ์ชัดในพระอัจฉริยภาพด้านการสื่อสาร รวมทั้งบทบาทการเป็นทูตวัฒนธรรมและทูตสันถวไมตรี ซึ่งเชื่อมสัมพันธ์และยกระดับภาพลักษณ์ของราชอาณาจักรไทยในสายตาต่างชาติ

ด้วยพระสิริโฉมที่งดงาม พระจริยวัตรที่แช่มช้อยอ่อนหวานแต่ก็ดูมีสง่าราศี รวมทั้งฉลองพระองค์ผ้าไทยและชุดไทยประยุกต์ ซึ่งโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ไทยดั้งเดิมแต่ก็ทันสมัย เหมาะสมกับการโดยเสด็จฯ ร่วมงานพระราชพิธีและรัฐพิธีสำคัญในระดับสากล เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่ง ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างกล่าวขวัญแสดงความชื่นชมว่า "ควีนสุทิดา" คือผู้สืบสานตำนาน "แม่ของแผ่นดิน" อย่างแท้จริง ไม่ต่างจากที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเคยได้รับการยกย่องจากนานาชาติมาแล้ว

ทูตวัฒนธรรมผ่านพัสตราภรณ์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงใช้พัสตราภรณ์ในการทูตเชิงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับต่างชาติที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันในภูมิภาคเอเชีย ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 25-28 เม.ย. 2568 ทรงเน้นการใช้ผ้าไทยเฉดสีเอิร์ธโทนจากธรรมชาติ เช่นน้ำตาล, เขียว, และฟ้าอ่อน ที่มีลวดลายขวางคล้ายกับผ้าพื้นเมืองของภูฏาน ซึ่งได้แก่ผ้าไหมแพรวาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ผ้าโฮลหรือผ้าไหมมัดหมี่แบบจังหวัดสุรินทร์ ผ้าทอมือของชาวเขา และผ้าจกไทยวนจากจังหวัดราชบุรี ซึ่งนิยมนำมาใช้ตัดเย็บเป็นผ้าซิ่นตีนจก โดยผ้าไทยชนิดนี้มีลวดลายคล้ายกับผ้าพื้นเมืองของภูฏานเป็นพิเศษ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงใช้พัสตราภรณ์ในการทูตเชิงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับต่างชาติที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันในภูมิภาคเอเชีย ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 25-28 เม.ย. 2568

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ (State Visit) ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25 – 28 เม.ย. 2568

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังทรงเลือกชุดไทยอมรินทร์อันงามสง่า ที่มีแบบฉลองพระองค์ (เสื้อ) และพระภูษา (ผ้านุ่ง) ใกล้เคียงกับชุดพื้นเมืองของดินแดนมังกรสายฟ้า ส่วนพัสตราภรณ์ชุดที่โดดเด่นสร้างความฮือฮาได้มากที่สุดของครั้งนี้ ได้แก่ฉลองพระองค์สำหรับทรงลองยิงธนู กีฬาประจำชาติของภูฏาน ซึ่งใช้ผ้าจกไทยวนราชบุรีตัดเย็บเป็นชุด "คีรา" (Kira) หรือชุดประจำชาติของสตรีชาวภูฏาน แสดงถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม และความกลมกลืนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของทั้งสองชาติได้เป็นอย่างดี

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค. 2569

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค. 2569

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค. 2569 การผสมผสานทางวัฒนธรรมเพื่อผูกไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน สามารถจะเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านการทรงฉลองพระองค์ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีอีกครั้ง โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเลือกผ้าไหมมัดหมี่และสไบแบบลาว ทั้งในการเสด็จฯ เยือนพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณของลาวและการเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทรงเลือกใช้ผ้าพื้นเมืองอีสานที่เชื่อมสายสัมพันธ์ลุ่มน้ำโขง โดยนอกจากผ้าไหมมัดหมี่แล้ว ยังมีผ้าไหมบัวสวรรค์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดหนองบัวลำภูอีกด้วย

ส่วนฉลองพระองค์ที่โดดเด่นชนะใจประชาชนชาวลาว คือชุดไทยเรือนต้นสีน้ำเงินเข้ม มีผ้าเบี่ยงหรือสไบปักลายที่เป็นเอกลักษณ์ของสตรีชาวลาว พาดทับบนพระอังสา (บ่า) เบื้องซ้าย ขณะเสด็จไปสักการะพระธาตุหลวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของ สปป.ลาว อันเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพนับถืออย่างสูงต่อวัฒนธรรมของบ้านพี่เมืองน้อง ในการเสด็จฯ เยือนลาวครั้งแรกของ "เจ้าชีวิตไทย" ในรอบ 32 ปี

ย้อนไปเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 "สุทิดาหวางโฮ่ว" (สมเด็จพระราชินีสุทิดา) ทรงได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนจีนและชาวจีนทั่วไป ทั้งในแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และฮ่องกง ว่าทรงมีพระจริยวัตรที่แช่มช้อยอ่อนหวานแต่ก็ดูมีสง่าราศี มีประกายแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตนที่แสดงออกภายนอก แต่ฉายแววของเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใน สมเป็น "หวางเฟย" (อัครมเหสีของพระราชา) อย่างแท้จริง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13 – 17 พ.ย. 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13 – 17 พ.ย. 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในการนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมแบบประยุกต์ โดยนำชุดไทยอมรินทร์มาออกแบบตัดเย็บใหม่ ให้สาบเสื้อติดกระดุมคู่แบบจีน หรือคอเสื้อเป็นแบบป้ายเฉียงคล้ายชุดกี่เพ้า ส่วนฉลองพระองค์ชุดสากลได้ออกแบบให้คอเสื้อไขว้ทับกัน ตามแบบฉบับของเสื้อเจียวหลิ่งซึ่งพบได้บ่อยในบรรดาชุด "ฮั่นฝู" หรือชุดโบราณประจำชาติของจีนนั่นเอง โดยเน้นใช้ผ้าสีไพลินเข้ม สีเทา และสีดำ เนื่องจากอยู่ในช่วงถวายความอาลัยไว้ทุกข์แก่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในการเสด็จฯ เยือนเมืองมิลานของอิตาลี เมื่อวันที่ 18-23 ก.พ. 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีได้ทรงเข็มกลัดและกระดุมที่ทำจาก "แก้วโป่งข่าม" (Lodolite Quartz) ของจังหวัดลำปาง

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, ในการเสด็จฯ เยือนเมืองมิลานของอิตาลี เมื่อวันที่ 18-23 ก.พ. 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีได้ทรงเข็มกลัดและกระดุมที่ทำจาก "แก้วโป่งข่าม" (Lodolite Quartz) ของจังหวัดลำปาง

แม้ในการเสด็จฯ เยือนชาติยุโรป ก็ยังทรงผ้าไทย เครื่องประดับแบบไทยโบราณ และผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นไทยเป็นหลัก เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์มรดกไทยสู่สายตาชาวตะวันตก อย่างเช่นเมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนเมืองมิลานของอิตาลี เมื่อวันที่ 18-23 ก.พ. 2569 ได้ทรงเข็มกลัดและกระดุมที่ทำจาก "แก้วโป่งข่าม" (Lodolite Quartz) ของจังหวัดลำปาง อันเป็นหินมงคลศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวล้านนา โดยเชื่อกันว่าสามารถช่วยคุ้มภัยและให้คุณด้านเมตตามหานิยมแก่ผู้สวมใส่

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน

ล่าสุดในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เม.ย. – 2 พ.ค. 2569 เพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดสูทสีดำที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกดอกจากจังหวัดลำพูน ประดับเข็มกลัดเพชรรูปผึ้งคู่ที่บั้นพระองค์ (เอว) และทรงถือกระเป๋าย่านลิเภา ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไทยที่ผสมผสานกลมกลืนเข้ากับบริบทตะวันตกได้เป็นอย่างดี ส่วนในงานพระราชพิธีที่ต้องการความหรูหราสง่างามยิ่งขึ้น ทรงเลือกชุดไทยดุสิตสีม่วงที่คล้ายกับชุดราตรีแบบสากล และชุดไทยบรมพิมานโทนสีทอง

เนื้อหาในคลิปวิดีโอของกรมประชาสัมพันธ์ Queen Suthida: Thai Heritage on World Stage (สมเด็จพระราชินีสุทิดา มรดกไทยบนเวทีโลก) ซึ่งปรากฏอยู่ในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ PR Thai Government และเผยแพร่ทั้งในยูทิวบ์, เฟซบุ๊ก, และติ๊กตอก ระบุว่าการที่ทรงแสดงเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลก ถือเป็นการสร้าง "ซอฟต์พาวเวอร์" ของไทยได้อย่างแท้จริง และพิสูจน์ว่าเอกลักษณ์ไทยสามารถจะกลายเป็นวัฒนธรรมสากลที่ไร้พรมแดน โดยทรงเชื่อมโยงผสมผสานมรดกและภูมิปัญญาไทยโบราณ เข้ากับความงามสง่าแบบสากลในยุคสมัยใหม่ได้อย่างไร้ที่ติ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดสูทสีดำที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกดอกจากจังหวัดลำพูน ประดับเข็มกลัดเพชรรูปผึ้งคู่ที่บั้นพระองค์ (เอว) และทรงถือกระเป๋าย่านลิเภา ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไทยที่ผสมผสานกลมกลืนเข้ากับบริบทตะวันตกได้เป็นอย่างดี

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดสูทสีดำที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกดอกจากจังหวัดลำพูน ประดับเข็มกลัดเพชรรูปผึ้งคู่ที่บั้นพระองค์ (เอว) และทรงถือกระเป๋าย่านลิเภา ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไทยที่ผสมผสานกลมกลืนเข้ากับบริบทตะวันตกได้เป็นอย่างดี
ในงานพระราชพิธีที่ต้องการความหรูหราสง่างามยิ่งขึ้น พระองค์ทรงเลือกชุดไทยดุสิตสีม่วงที่คล้ายกับชุดราตรีแบบสากล และชุดไทยบรมพิมานโทนสีทอง

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, ในงานพระราชพิธีที่ต้องการความหรูหราสง่างามยิ่งขึ้น พระองค์ทรงเลือกชุดไทยดุสิตสีม่วงที่คล้ายกับชุดราตรีแบบสากล และชุดไทยบรมพิมานโทนสีทอง

พระปรีชาสามารถด้านการสื่อสารภาษาต่างประเทศ

เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสำเร็จการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และทรงเคยปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของการบินไทยมาก่อน ทั้งยังทรงมีเชื้อสายชาวจีนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่สืบทอดจากทางคุณหญิงจั่งเฮียง ติดใจ พระราชมารดาอีกด้วย ทำให้ทรงพระปรีชาสามารถในการสื่อสารได้หลายภาษา อาทิภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน, ภาษาฝรั่งเศส, และภาษาสเปน จนทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "ทูตทางภาษาและวัฒนธรรม"

พระปรีชาสามารถในด้านนี้เป็นที่ปรากฏในหลายโอกาส เช่นเมื่อครั้งที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนไทยในช่วงปลายปี 2562 ซิสเตอร์แอนนา โรซา ซิโวรี แม่ชีคาทอลิกซึ่งเป็นพระญาติของโป๊ปฟรานซิสที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน ได้ทำหน้าที่ล่ามภาษาไทยให้โป๊ป ขณะที่ทรงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยซิสเตอร์แอนนาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อคาทอลิกในภายหลังว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ตรัสภาษาสเปนเพื่อทรงมีปฏิสันถารโดยตรงกับโป๊ปฟรานซิสด้วย

ในการประชุมนานาชาติ Child Protection Summit 2024 หรือการประชุมสุดยอดด้านการคุ้มครองเด็ก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2567

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ไปทรงเข้าร่วมการประชุม "สุดยอดด้านการคุ้มครองเด็กที่กรุงเทพมหานคร" (Child Protection Summit, Bangkok 2024) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติเขตพระนครกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2567

ในการประชุมนานาชาติ Child Protection Summit 2024 หรือการประชุมสุดยอดด้านการคุ้มครองเด็ก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2567 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงเป็นองค์ปาฐกโดยตรัสเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว โดยทรงเอ่ยถึงสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน องค์ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิ World Childhood Foundation ว่าทรงเป็น "เพื่อนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับไทยมาอย่างยาวนาน" ทั้งทรงเสนอหลากหลายแนวทางในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ฟังหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า พระสุรเสียงและจังหวะจะโคนในการตรัสภาษาต่างประเทศ มีความนุ่มนวลและเยือกเย็น คล้ายคลึงกับสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงอย่างยิ่ง

ทูตสันถวไมตรีผ่านการกีฬา

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สนับสนุนกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งในประเทศไทย ทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมกีฬาประเภทนี้ในระดับสากล โดยสหพันธ์ฮอกกี้น้ำแข็งนานาชาติ (IIHF) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตฮอกกี้น้ำแข็งหญิงสากล เพื่อให้ทรงทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมเหล่านักกีฬาสตรีทั่วโลก โดยทรงเป็นทูตสันถวไมตรีหญิงคนแรกของสหพันธ์กีฬาดังกล่าว และเมื่อช่วงกลางเดือน ก.พ. ของปีนี้ ยังได้เสด็จฯ เยือนเมืองมิลานของอิตาลี เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะทูตส่งเสริมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิง และทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ด้วย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จฯ เยือนกรุงมิลานของอิตาลี เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะทูตส่งเสริมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิง และทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จฯ เยือนเมืองมิลานของอิตาลี เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะทูตส่งเสริมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิง และทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026

นอกจากกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแล้ว ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถในด้านกีฬาเรือใบ เข้าร่วมสานสัมพันธ์กับนักกีฬาจากประเทศเพื่อนบ้านและจากนานาประเทศ โดยทรงนำทัพนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทย คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และทรงเข้าร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติชิงถ้วยพระราชทาน "ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า" มาแล้ว

พระพลานามัยที่แข็งแรงและพระปรีชาสามารถในการกีฬาหลากหลายประเภท ยังปรากฏให้เห็นเป็นขวัญตาในการแข่งขันวิ่งมาราธอน Amazing Thailand Marathon Bangkok ปี 2567 และ 2568 โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเข้าร่วมการวิ่ง โดยมี เอลีอูด คิปโชเก นักวิ่งอดีตเจ้าของสถิติมาราธอนโลก เป็นผู้วิ่งเคียงพระองค์ในทั้งสองโอกาสนั้น

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติชิงถ้วยพระราชทาน “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 ประจำปี 2568 ณ หาดกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติชิงถ้วยพระราชทาน "ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า" ครั้งที่ 37 ประจำปี 2568 ณ หาดกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

แฟชั่นไอคอน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จ ฯ ไปทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จ ฯ ไปทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "แฟชั่นไอคอน" หรือผู้แต่งกายงามที่โดดเด่นเป็นที่จับตามองติดอันดับโลก มาตั้งแต่การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สามแห่งสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 4-7 พ.ค. 2566

ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงินเข้ม และสร้อยพระศอไพลินล้อมเพชร ได้รับการกล่าวขวัญถึงและได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ดีที่สุดในงานพระราชพิธีดังกล่าว โดยนิตยสารชั้นนำระดับโลกหลายฉบับ เช่น Women's Wear Daily (WWD), Harper's BAZAAR, L'Officiel Singapore, และ Vogue Philippines

คลิปวิดีโอของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเผยแพร่ในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ PR Thai Government กล่าวชื่นชมว่าทรงเป็นผู้นำแฟชั่นที่ "ไม่สวมเสื้อผ้าเครื่องประดับแบรนด์หรู แต่เลือกสวมใส่ของโบราณย้อนยุค (วินเทจ) และของพื้นเมือง (วิลเลจ)"

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวจีนจำนวนไม่น้อย แสดงความประทับใจและชื่นชมอย่างสูงต่อพระสิริโฉม พระจริยวัตรอันงามสง่า และฉลองพระองค์ชุดต่าง ๆ จนสื่อจีนบางสำนักกล่าวยกย่องว่าทรงเป็น "ราชินีในดวงใจ" ของชาวจีนรุ่นใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดถวาย ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 – 17 พ.ย. 2568

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดถวาย ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 – 17 พ.ย. 2568

รองพระบาทส้นสูงกว่าสิบเซนติเมตรจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ Jimmy Choo ได้กลายเป็นตำนาน "ส้นเข็มห้านิ้ว" ซึ่งทรงสวมใส่ได้อย่างสง่างามและทรงพระดำเนินได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัดแม้แต่น้อย แม้กระทั่งในการเสด็จฯเยือนวัดหลิงกวงในกรุงปักกิ่งที่พื้นขรุขระ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวจีนผู้หนึ่งกล่าวด้วยความทึ่งว่า "หวางเฟยเดินไปได้โดยดูเหมือนว่าพื้นดินไม่ยุบเลย"

ในการเสด็จเยือนสถาบันเทคโนโลยีอวกาศจีน ทรงเลือกฉลองพระองค์เดรสยาว คลุมด้วยผ้าไหมเปลือกหกเส้นที่ปล่อยชายครุยธรรมชาติ ผ้าคลุมชิ้นนี้มีความหนาเพราะเป็นไหมชั้นนอกสุด เมื่อสวมใส่จะเกิดรูปทรงที่โดดเด่นแบบทรงสะพัก ซึ่งมีส่วนคล้ายกับชุดนักบินอวกาศ ทั้งยังทรงประดับเข็มกลัดจันทร์เสี้ยว มีความทันสมัยเข้ากับสถานที่ แต่ก็เรียบหรูสง่างามอย่างยิ่ง ทำให้เป็นฉลองพระองค์อีกชุดหนึ่งที่ชาวจีนชื่นชมอย่างมาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในกรุงปักกิ่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินอวกาศจีน และศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ภายในเมืองอวกาศ กรุงปักกิ่ง (Beijing Aerospace City)

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในกรุงปักกิ่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินอวกาศจีน และศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ภายในเมืองอวกาศ กรุงปักกิ่ง (Beijing Aerospace City) เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2568

สืบสานตำนาน "แม่ของแผ่นดิน"

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ที่มาของภาพ, หน่วยราชการในพระองค์

ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2562 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาและดูแลรับผิดชอบหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งรวมถึงกองศิลปาชีพ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และสถาบันสิริกิติ์

ปัจจุบันเราจึงได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการรักษา สืบสาน และต่อยอดมรดกศิลปาชีพ ที่บุกเบิกริเริ่มโดยพระบรมราชินีนาถในรัชกาลก่อน เพื่ออนุรักษ์มรดกไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายกระเป๋าจักสานจากย่านลิเภา หรือผ้าไหมมัดหมี่ที่มีจุดเริ่มต้นจากการที่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯเยือนอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เมื่อหลายสิบปีก่อน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ยังทรงสืบสานภาพลักษณ์อัน "งามสมบรมราชินีไทย" ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญชื่นชมในหมู่ชาวต่างชาติ มาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทรงพัสตราภรณ์และเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่า อันเป็นพระราชมรดกของบรมจักรีวงศ์ ในแบบที่ทำให้ผู้พบเห็นหวนรำลึกนึกถึงภาพจำของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในวัยสาว ไม่ว่าจะเป็นเทียร่าเพชรและฉลองพระองค์เสื้อคลุมยาวสีขาวสำหรับงานราตรี ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงในการเสด็จฯ เยือนสวีเดนครั้งล่าสุด รวมไปถึงพระนพ (เข็มกลัดที่ประดับบนบ่า) รูปหงส์คาบหยาดเพชร, สร้อยพระศอไพลินประดับเพชร, กุณฑลมรกต, ปั้นเหน่ง (หัวเข็มขัด) ดารานพรัตน์, และปั้นเหน่งเพชรอีกหลายชิ้น

ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงงานในหลายโครงการเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศล เช่นการตั้งโรงทานช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดศึกสงครามที่ชายแดนไทย-กัมพูชา, โครงการจิตอาสาพระราชทาน "เราทำความดีด้วยหัวใจ" ทั้งยังทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วยในเครื่องบินพระราชพาหนะ Boeing 737-400 และ Boeing 737-800 โดยทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย