"ได้กลิ่นดินที่ถูกไฟไหม้เกรียม" บีบีซีลงพื้นที่อินโดนีเซีย ใจกลางวิกฤตหมอกควันที่กระทบไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ลิซา ตัมบูนัน
- Reporting from, จ.กาลิมันตันใต้
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
วันนี้ (20 ต.ค.) เป็นเช้าอีกวันที่หลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควัน ทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางอากาศที่ไม่บริสุทธิ์มานานหลายสัปดาห์แล้ว
สถานการณ์หมอกควันยังคงปกคลุมพื้นที่บางส่วนของอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยต้นกำเนิดมาจากไฟไหม้ในพื้นที่ป่าพรุบริเวณ จ.กาลิมันตันกลาง บนเกาะบอร์เนียว ฝั่งประเทศอินโดนีเซีย
เฉพาะแค่ในอินโดนีเซียที่เดียวประชาชนหลายหมื่นคนล้มป่วยลงเนื่องจากหมอกควันพิษ นอกจากนี้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันรถระดับโลกฟอร์มูลาวันหรือเอฟวัน (F1) ที่เพิ่งจัดขึ้นในมาเลเซียและสิงคโปร์อันเนื่องมาจากหมอกควันที่ทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้ม
ด้วยเหตุนี้อินโดนีเซียจึงกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่หนักขึ้นให้เร่งจัดการกับไฟป่าที่เป็นต้นเหตุของหมอกควัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี
ทีมข่าวบีบีซีลงพื้นที่จังหวัดกาลิมันตันตอนกลางเพื่อสำรวจสถานการณ์ล่าสุดจากศูนย์กลางของวิกฤตหมอกควันในภูมิภาคนี้
เมื่อเดินทางถึงจุดศูนย์กลางวิกฤต

ขณะที่เครื่องบินที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีโดยสารกำลังบินเข้าใกล้ท่าอากาศยานซยัมซุดดิน นูร์ ในจังหวัดกาลิมันตันใต้ ทัศนียภาพเบื้องล่างบางส่วนถูกบดบังไปด้วยหมอกควัน และอาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การลงจอดไม่ราบรื่นนัก
เมื่อก้าวเท้าออกไปข้างนอก ผู้สื่อข่าวก็ได้กลิ่นฉุนแสบอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนทันที มันเป็นกลิ่นฉุนรุนแรงที่ผสมทั้งกลิ่นยางไหม้ ดินที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม และเนื้อไม้
แม้จะเป็น 10 นาฬิกาในตอนเช้า แต่ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มและดวงอาทิตย์ยามเช้าถูกบดบัง ยิ่งผู้สื่อข่าวยืนอยู่ข้างนอกนานเท่าใด ดวงตาก็ยิ่งแห้งผากมากขึ้นจากหมอกควันพิษที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ
เมื่อตรวจคุณภาพอากาศจากเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือก็พบว่าเมืองบันจาร์มาซิน (Banjarmasin ) มีค่าระดับมลพิษทางอากาศอยู่ที่ 569 ซึ่งหากค่านี้สูงเกินระดับ 100 จะถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีรีบขึ้นรถและเดินทางต่อไปยังเมืองปาลังกา รายา (Palangka Raya) ใน จ.กาลิมันตันกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและเกิดไฟโหมไหม้รุนแรงมานานหลายเดือน

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ทีมงานบีบีซีเดินทางมาถึง จ.กาลิมันตันใต้ ก่อนจะขับรถต่อไปไอีกห้าชั่วโมงเพื่อเดินทางไปยัง เมืองปาลังกา รายา โดยระหว่างทางผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นผู้คนจำนวนมากเดินไปมาโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย
เมื่อเดินทางได้ไม่นานนักก็พบพื้นที่ที่ถูกเผาทำลายซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินไม่ถึง 30 นาที บีบีซีพบเห็นจุดความร้อนหลายจุด ได้แก่ พื้นที่ป่าพรุที่กำลังคุกรุ่นและมีควันพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินแม้จะมองไม่เห็นเปลวไฟก็ตาม
เหตุไฟไหม้หลายครั้งเกิดในพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งเป็นดินที่อุดมไปด้วยคาร์บอนที่จะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่ายเมื่อผืนดินถูกระบายน้ำออกจนแห้ง
บางคนโทษว่าการตัดไม้ทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าพรุคือสาเหตุของไฟป่า ขณะที่บางคนกล่าวหาว่าเจ้าของไร่ขนาดใหญ่ได้ถางพื้นที่อย่างผิดกฎหมายด้วยการจุดไฟเผา
ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (super El Niño) ที่กำลังเกิดขึ้นก็ซ้ำเติมให้สภาพอากาศแห้งแล้งยิ่งขึ้น กลายเป็นปัจจัยทำให้เกิดไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของอินโดนีเซียและยังพัดพาหมอกควันพิษไปไกลถึงสิงคโปร์และมาเลเซีย
ระหว่างเดินทาง ยุสรอน คนขับรถบอกกับบีบีซีว่าเขาไม่เคยเจอเหตุการณ์หมอกควันที่ยืดเยื้อขนาดนี้มาก่อน
ชาวเมืองบันจาร์มาซินวัย 57 ปีรายนี้ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี 1997 และ 2015 เขาบอกว่าในตอนนั้นมีเพียงฝนจากมรสุมเท่านั้นที่ช่วยดับเปลวเพลิงลงได้
"เราทำได้แค่รอฤดูฝนมาช่วยยุติเรื่องนี้ แต่ปีนี้ดูเหมือนว่า [ฝน] จะมาล่าช้ากว่ากำหนด" ยุสรอนบอก
น้ำฝนที่จะมาช่วยลดไฟป่าอาจล่าช้าออกไป เนื่องจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอินโดนีเซียรายงานว่าฤดูฝนปีนี้จะสั้นลงและจะเริ่มในเดือน พ.ย. ซึ่งช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงหนึ่งเดือน
หมอกควันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นขณะที่ทีมงานบีบีซีเข้าใกล้เมืองปาลังการายา โดยลักษณะของควันมีความหนาแน่นขึ้นและเรืองแสงเป็นสีเหลืองอ่อน ทัศนวิสัยที่จำกัดทำให้รถต้องชะลอความเร็วลง
หมอกควันพิษบดบังแสงอาทิตย์อย่างหนักจนทำให้ฟ้ามืดเร็วขึ้นด้วย และเมื่อทีมข่าวบีบีซีเดินทางมาถึงเมืองปาลังการายาในเวลาราว 18.00 น. ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปหมดแล้ว
วิกฤตราคาแพงและจะยิ่งหนักขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาสตราจารย์ ยูสตัน ควา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเทคโนโลยีนันยาง (NTU) กล่าวกับบีบีซีว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจของหมอกควันในปีนี้จะสูงเกินกว่าวิกฤตในปี 2015 ซึ่งในตอนนั้นสร้างความเสียหายให้แก่ภูมิภาคนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.71 แสนล้านบาท)
เหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นหนึ่งในวิกฤตหมอกควันที่เลวร้ายที่สุดในภูมิภาค โดย NTU ประเมินว่า เฉพาะประเทศสิงคโปร์ประเทศเดียวได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วประเทศคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4.7 หมื่นล้านบาท)
ศาสตราจารย์ควา ผู้ศึกษาผลกระทบของหมอกควันมาเกือบสองทศวรรษระบุว่า นับตั้งแต่นั้นมาเศรษฐกิจและประชากรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เติบโตขึ้น ส่งผลให้ผลกระทบของหมอกควันพิษที่มีต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจและค่ารักษาพยาบาลจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เขาเสริมด้วยว่าผลกระทบทั้งหมดต่อภูมิภาคยังคงไม่ชัดเจนและจะขึ้นอยู่กับว่าวิกฤตหมอกควันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ด้านสิงคโปร์ออกคำเตือนอย่างเด็ดขาดไปยังบริษัทต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาหมอกควัน โดยเรียกร้องให้ยุติการเผาและลงมือจัดการควบคุมไฟป่า
เค. ชานมูกัม รัฐมนตรีอาวุโสของสิงคโปร์ กล่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันจันทร์ (19 ส.ค.) ว่าสิงคโปร์พร้อมที่จะใช้ "ทุกกลไกทางกฎหมายและกฎระเบียบที่มีอยู่" เพื่อเอาผิดกับบริษัทที่ต้องรับผิดชอบกับวิกฤตครั้งนี้
"พวกเขาอาจคิดว่าการหาหลักฐานนั้นทำได้ยาก และอาจคิดว่าจะสามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ แต่พวกเขาไม่ควรดูเบาความมุ่งมั่นของรัฐบาลสิงคโปร์ในการดำเนินการเด็ดขาด" ชานมูกัม ผู้กำกับดูแลด้านความมั่นคงแห่งชาติกล่าว
สิงคโปร์ยังได้ออกหนังสือแจ้งทางกฎหมายไปยังบริษัท 10 แห่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไฟไหม้ดังกล่าว โดยสั่งให้ยุติการเผาบนที่ดินของตนในอินโดนีเซียและดับไฟเหล่านั้น
โรงเรียนบางแห่งในมาเลเซียขยายเวลาปิดเรียน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทางการมาเลเซียระบุว่าโรงเรียนในรัฐยะโฮร์ซึ่งเป็นรัฐที่อยู่ทางใต้สุดของมาเลเซียจะยังคงปิดทำการเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยระบุว่าค่าดัชนีมลพิษยังคงอยู่ใน "ระดับที่น่ากังวล"
มูฮัมหมัด นาคิบ มัด กาซาลี ประธานคณะกรรมการการศึกษาประจำรัฐ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) ว่าผู้ป่วยโรคหืดและติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น 20% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน นักเรียนในกรุงกัวลาลัมเปอร์และอีก 5 รัฐของมาเลเซีย ได้กลับเข้าห้องเรียนเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) หลังจากที่ต้องปิดโรงเรียนไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความตึงเครียดทางการทูตจากปัญหาหมอกควัน
ขณะนี้กรุงจาการ์ตากำลังเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟป่าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ในภูมิภาคตึงเครียดขึ้น
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซยาห์กันดา ไนอุงโกลัน หัวหน้าสำนักงานสื่อสารรัฐบาลอินโดนีเซีย ได้ออกมาปกป้องประเทศของตนโดยกล่าวว่า "เราไม่ได้ส่งแค่หมอกควันข้ามไปอย่างเดียว"
"ช่วงที่ไม่มีหมอกควัน เราส่งออกซิเจนไปให้ ออกซิเจนจากสิงคโปร์และมาเลเซียก็มาจากป่าของเราไม่ใช่หรือ" ไนอุงโกลันกล่าว
เค. ชานมูกัม รัฐมนตรีอาวุโสของสิงคโปร์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าคำพูดดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังและ "ไม่ถูกต้อง" ในขณะที่ประชาชนในภูมิภาคกำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากหมอกควัน
เขาเสริมว่าเขาเชื่อว่ามุมมองดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงความคิดเห็นของบุคคลอื่น ๆ ในรัฐบาลอินโดนีเซีย และชื่นชมความพยายามของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ในการจัดการกับวิกฤตนี้
ในขณะที่สิงคโปร์ได้ออกหนังสือแจ้งทางกฎหมายไปยังบริษัทต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับการเผาไหม้ซึ่งเป็นต้นเหตุของหมอกควัน แต่มาเลเซียกลับลดความสำคัญของการใช้แนวทางดังกล่าว โดยเลือกที่จะใช้ช่องทางการทูตในการแก้ไขปัญหาแทนในขณะนี้
จนถึงขณะนี้อินโดนีเซียยังไม่ได้ตอบรับการเสนอให้ความช่วยเหลือจากสิงคโปร์และมาเลเซีย































