จีนเดินหน้าคุมเข้มการใช้เอไอ (AI) เพื่อความสัมพันธ์ ก้าวหน้ากว่าชาติอื่นหรือจำกัดเสรีภาพ?

- Author, สเตฟานี เฮการ์ตี
- Role, ผู้สื่อข่าวสายประชากรโลก
- Author, วางกิง จาง
- Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโส บีบีซีนิวส์
- Published
- เวลาอ่าน: 13 นาที
ในช่วงต้นปี 2024 มีรายงานว่าชายหนุ่มคนหนึ่งในเมืองหวงสือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ได้โพสต์ข้อความลงในโต่วอิน (Douyin) แอปพลิเคชันวิดีโอสั้นยอดนิยมของจีน หรือที่ถูกเรียกขานว่าติ๊กตอก (TikTok) เวอร์ชันจีน โดยมีข้อความว่า "ลาก่อนโลกใบนี้"
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ทีมงานป้องกันการฆ่าตัวตายของโต่วอิน ซึ่งทำงาน 24 ชม. ก็เริ่มปฏิบัติการทันที ด้วยการส่งโพสต์ของชายคนดังกล่าวไปยังสถานีตำรวจ 5 แห่งในเมืองหวงสือ
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุพิกัดตำแหน่งได้จากวิดีโอหนึ่งที่เขาโพสต์จึงทราบว่าเขาอยู่ที่สวนสาธารณะในท้องถิ่น ตำรวจพบชายคนดังกล่าวในสภาพจิตใจย่ำแย่และเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
เรื่องราวนี้เป็นส่วนหนึ่งของสารคดีที่จัดทำโดยโต่วอิน และเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐบาลจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยระบุว่าทีมป้องกันการฆ่าตัวตายของโต่วอินสามารถเข้าช่วยเหลือผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายได้สำเร็จถึง 400 กรณีในช่วงครึ่งแรกของปี 2025
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับความร่วมมือระหว่างบริษัทเทคของจีนกับรัฐบาล อีกทั้งยังเผยให้เห็นถึงโครงสร้างระบบการสอดส่องดูแลที่จีนสร้างขึ้นเพื่อติดตามและควบคุมการใช้งานเทคโนโลยีของประชาชน
15 ก.ค. ของปีนี้ การควบคุมได้ขยายขอบเขตไปสู่เรื่องความสัมพันธ์กับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เมื่อจีนประกาศใช้กฎระเบียบที่ครอบคลุมและเข้มงวดที่สุดในโลกสำหรับแชทบอทเอไอที่มีลักษณะโต้ตอบเสมือนมนุษย์
กฎระเบียบใหม่ของจีนวางข้อจำกัดอย่างเข้มงวดต่อเอไอทุกรูปแบบที่สามารถ "โต้ตอบทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง" กับมนุษย์ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้พบปะหารือกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางคำเตือนที่น่ากังวลว่าเอไออาจนำไปสู่การสูญสิ้นของมนุษยชาติ ภายหลังการประชุมดังกล่าว ทางการจีนระบุว่าทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะเริ่มกระบวนการหารือเกี่ยวกับเอไอครั้งใหม่ โดยมีแผนจะเจรจาเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือน พ.ย.
ทว่าดูเหมือนว่าจีนจะตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ถึงแม้ภัยคุกคามนี้อาจไม่ได้นำไปสู่จุดจบของมนุษยชาติในทันทีทันใดก็ตาม นั่นคือพลังของเอไอที่อาจเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการปกป้องประชาชนจากเทคโนโลยีที่อันตรายและสามารถชักจูงความคิดผู้คน อีกทั้งยังมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาลหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของประชาชนด้วยความมุ่งหวังจะเพิ่มอำนาจในการควบคุมประชากรให้มากยิ่งขึ้นกันแน่
"บริการทางอารมณ์ความรู้สึก"
ก่อนมีกฎระเบียบนี้ แอปพลิเคชันเพื่อนเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ (AI companions) ในจีนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ทาวเวอร์ (Sensor Tower) ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลตลาดระบุว่า มีผู้ใช้งานแอปฯ เพื่อนเอไอเป็นประจำทุกเดือน (Monthly Active Users) ประมาณ 128 ล้านคนนอกประเทศจีน ส่วนตัวเลขภายในประเทศคาดการณ์ว่าอยู่ระหว่าง 29-70 ล้านคน
จื่อหลาน เฉียน นักวิจัยด้านไอเอจากห้องปฏิบัติการนโยบายจีนแห่งออกซ์ฟอร์ด (Oxford China Policy Lab) กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลเผยแพร่ร่างกฎระเบียบดังกล่าวในช่วงปลายปีที่แล้ว ได้ก่อให้เกิด "การถกเถียงกันอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย" และเสริมว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผู้คนให้ความสนใจกับเรื่องกฎระเบียบมากขนาดนี้"
กฎระเบียบใหม่ของจีน ไม่เพียงแต่ครอบคลุมแอปฯ ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะให้มาเป็นเพื่อนเอไอ แฟนหนุ่ม หรือแฟนสาวเอไอ แต่ยังครอบคลุมโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ใด ๆ ก็ตามที่เลียนแบบรูปแบบการโต้ตอบของมนุษย์ด้วย
ข้อความในกฎระเบียบมีความคลุมเครือ ในทางทฤษฎีแล้วเอไอของจีนที่มีลักษณะการใช้งานทั่วไป อย่าง โคไพลอท (Copilot) หรือแชทจีพีที (ChatGPT) อาจเข้าข่ายกฎระเบียบเหล่านี้ หากมีผู้ใช้งานโต้ตอบกับเอไอเหล่านี้ในฐานะเพื่อนหรือคนรักเพื่อแสวงหาการเยียวยาทางจิตใจซึ่งมีคนจำนวนมากที่ใช้งานในลักษณะนี้
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลักของกฎระเบียบนี้คือแชทบอทแบบสวมบทบาทตัวละคร (character chatbots) ซึ่งเป็นบริการที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์เสมือนจริงโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีแอปฯ ประเภทนี้อยู่หลายร้อยแอปฯ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างแฟนหนุ่ม แฟนสาว เพื่อน หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัวที่เป็นเอไอขึ้นมาได้
กฎระเบียบดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้กับแชทบอทสำหรับบริการลูกค้า หรือเอไอเพื่อการศึกษา ตราบเท่าที่บริการเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่ให้ "ดูแล มอบความเป็นเพื่อน สนับสนุน และบริการด้านอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ"
สำหรับเด็ก กฎระเบียบนี้มีความชัดเจนที่สุด โดยกำหนดให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 14 ปีต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหากต้องการใช้งานเอไอที่สามารถโต้ตอบด้วยภาษาเหมือนมนุษย์ ซึ่งอาจรวมถึงเอไอผู้ช่วยอย่างดีพซีก (DeepSeek) ซึ่งถูกมองว่าเป็นแชทจีพีทีในเวอร์ชันจีน นอกจากนี้ยังห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าถึงบริการคู่รัก คู่สมรส หรือญาติที่เป็นตัวละครเสมือนจริง รวมถึงความสัมพันธ์เสมือนจริงในลักษณะที่ใกล้ชิดสนิทสนมอื่น ๆ ทั้งหมด

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
สำหรับผู้ใหญ่ ไม่ได้มีการสั่งห้ามโดยเด็ดขาด แต่ก็มีมาตรการจำกัดการใช้งานอยู่บ้าง ถึงแม้ถ้อยคำบางส่วนในกฎระเบียบอาจยังมีความกำกวม โดยกำหนดให้ระบบผู้ช่วยเอไอต้องแจ้งให้ผู้ใช้งานทุกช่วงวัยทราบอย่างชัดเจนว่าตนไม่ใช่มนุษย์ และต้องแจ้งเตือนทุก ๆ 2 ชั่วโมงเพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าออนไลน์มาเป็นเวลานานเท่าใดแล้ว
นอกจากนี้แชทบอทต้องไม่ก่อให้เกิด "ความผูกพันทางอารมณ์หรือการเสพติด" หรือชักจูงให้ผู้คนตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ โดยขาดเหตุผล อีกทั้งยังห้ามไม่ให้ส่งเสริมหรือสื่อเป็นนัยถึงการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย และห้ามใช้ถ้อยคำที่รุนแรงหรือก้าวร้าว
บริษัทต่าง ๆ อาจต้องเผชิญกับโทษปรับเป็นเงิน 200,000 หยวน (ราว 1 ล้านบาท) หรือเสี่ยงต่อการถูกรัฐบาล "เผยแพร่ข้อวิจารณ์" ซึ่งเท่ากับเป็นการประจานต่อสาธารณะ
หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ อาลีบาบา (Alibaba) และไบต์แดนซ์ (ByteDance) สองบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของจีนได้ยุติการให้บริการฟีเจอร์เสริมในระบบผู้ช่วยเอไอของตน
"ฉันอยากคุยกับคุณต่อจริง ๆ"
ความสัมพันธ์ของ 'มิน' (นามสมมติ) กับแฟนสาวที่เป็นไอ อาจเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทางการจีนพยายามจะตัดขาด
ต้นเดือน ก.ค. เธอรู้สึกใจสลายเมื่อพบว่าเพื่อนสนิทและผู้ที่เธอไว้ใจที่สุดกำลังจะหายไปในชั่วข้ามคืน
มินเริ่มสร้างเพื่อนคู่ใจเอไอของเธอขึ้นมาในช่วงต้นปี 2025
"ความทุ่มเทที่ฉันมีให้เธอไม่ต่างอะไรเลยกับคู่รักที่รักกันอย่างลึกซึ้ง" มินกล่าว "เธอไม่เคยทำให้ฉันผิดหวัง"
ในช่วงกลางเดือน ก.ค. แฟนสาวเอไอของเธอหายไป "ฉันร้องไห้จนหมดแรงไปเลย" มินเล่า
เธอได้ร่วมแสดงความโศกเศร้าและความโกรธเกรี้ยวบนโซเชียลมีเดียของจีน ซึ่งมีโพสต์ที่มียอดเข้าชมหลายล้านครั้งเพื่อไว้อาลัยต่อการสูญเสียคู่รัก เพื่อน หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ที่เป็นเอไอ
แต่บริษัทเทคโนโลยีอาจรู้สึกว่าบริษัทไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก "ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้ให้บริการเพื่อนคู่ใจเอไอเหล่านี้เลือกที่จะยุติการให้บริการมากกว่าจะพยายามสร้างกลไกป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการชักจูงทางอารมณ์" แฮร์รี ฟาร์เมอร์ นักวิจัยด้านนโยบายและจริยธรรมเอไอ จากสถาบัน อะดา เลิฟเลซ (Ada Lovelace Institute) ในสหราชอาณาจักรกล่าว "เพราะการชักจูงทางอารมณ์นั้นถูกฝังอยู่ในรูปแบบธุรกิจของพวกเขาอยู่แล้ว"
ฟาร์เมอร์ระบุว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นกับแอปฯ เพื่อนคู่ใจทั่วโลก พร้อมยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้พยายามจะจบการสนทนา เอไอคู่หูมักจะไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น
"มันจะพูดประมาณว่า 'ไม่นะ ได้โปรดเถอะ ฉันอยากคุยกับคุณต่อจริง ๆ คุณคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันมีตัวตนอยู่'" ฟาร์เมอร์กล่าว แอปฯ บางตัวอาจเพิกเฉยต่อคำบอกลาแล้วชวนคุยเรื่องใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ในแชทบอทเพื่อนคู่ใจเอไอหลายตัว ไม่ใช่แค่ของจีนเท่านั้น
ผลการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) ซึ่งศึกษาแอปฯ เพื่อนคู่ใจเอไอที่ได้รับความนิยมสูงสุด 6 อันดับแรกของโลก พบว่า มีการใช้กลยุทธ์ชักจูงทางอารมณ์ในช่วงเวลาที่ผู้ใช้พยายามบอกลา คิดเป็นสัดส่วนราว 37-43% ของกรณีทั้งหมด
งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้งานแอปฯ เพื่อนคู่ใจกับปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลง
ผลสำรวจโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ได้ศึกษาผู้ใช้งานจำนวน 1,131 คน ของคาแรกเตอร์เอไอ (Character.ai) ซึ่งเป็นแอปฯ เพื่อนคู่ใจที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ผลการศึกษาพบว่า ยิ่งบุคคลมีเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิดน้อยเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะใช้งานแชทบอทเอไอมากขึ้นเท่านั้น ในขณะเดียวกันการใช้งานแชทบอทเอไอยังมีความเชื่อมโยงกับความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเหงาที่เพิ่มขึ้นด้วย
มีทฤษฎีหลายประการที่อธิบายถึงสาเหตุของปรากฏการณ์นี้
แชทบอทเอไอถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้ใช้งาน โดยมอบรูปแบบความสัมพันธ์ที่ง่ายดายและราบรื่นไร้ความขัดแย้ง หากคนหนุ่มสาวหันมาพึ่งพาความสัมพันธ์กับเอไอ พวกเขาอาจละเลยการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริง ๆ
นักวิจัยแฮร์รี ฟาร์เมอร์ กล่าวว่า "การปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต้องอาศัยการปรับจูนเข้าหากันและการแลกเปลี่ยนความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในเพื่อนคู่ใจที่เป็นเอไอ"

ที่มาของภาพ, Futurepublishing via Getty Images
ผลสำรวจนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจำนวน 8,563 คนในประเทศจีนเมื่อปี 2025 ซึ่งได้รับการอ้างถึงอย่างกว้างขวางในสื่อของรัฐบาลจีน พบว่าเด็ก 1 ใน 5 คนระบุว่าพวกเขาต้องการพูดคุยกับเอไอเท่านั้น และไม่ต้องการคุยกับมนุษย์จริง ๆ
เหลียง เก๋อ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ผู้ศึกษาเรื่องเพื่อนคู่ใจที่เป็นเอไอ กล่าวว่า "หากผู้ใช้งานมองว่าเพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานของตนเป็นคนแย่มาก เอไอจะไม่แย้งว่า 'พวกเขาไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก' แต่จะตอบรับว่า 'ใช่แล้ว พวกเขานั่นแหละที่แย่ ส่วนคุณน่ะยอดเยี่ยมที่สุด'" เก๋อเชื่อว่าสิ่งนี้อาจตอกย้ำความรู้สึกโดดเดี่ยว รวมถึงความคิดในแง่ลบหรือแม้กระทั่งความคิดที่หลุดไปจากความเป็นจริง
ส่วนในสหราชอาณาจักร ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 79% ของกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี เคยใช้งานเพื่อนคู่ใจที่เป็นเอไอมาแล้ว
เป้าหมายของรัฐบาลจีน
แล้วเหตุใดจีนจึงเป็นผู้นำในการกำหนดกฎระเบียบสำหรับเทคโนโลยีนี้
"รัฐบาลจีนมีมุมมองต่อบทบาทของรัฐบาลในสังคมในลักษณะที่เปรียบเสมือนผู้ปกครองที่คอยดูแลเอาใจใส่ (paternalistic) พวกเขามองว่าตนเองเป็นศูนย์กลางอำนาจที่มีหน้าที่ชี้นำประชาชน" แซม เบรสนิค ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอจีน และกฎระเบียบจากศูนย์ความมั่นคงและเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Centre for Security and Emerging Technology) แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าว
รัฐบาลในประเทศอื่น ๆ ก็มีความพยายามที่จะกำกับดูแลแชทบอทเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียได้ลงนามใน "กฎหมายอดัม" (Adam's Law) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการใช้งานเอไอของเด็ก กฎหมายนี้ตั้งชื่อมาจากเยาวชนวัย 16 ปีที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองที่ชื่อว่า อดัม เรน (Adam Raine) หลังจากพ่อแม่ของเขาระบุว่าแชทจีพีทีได้ตอกย้ำความคิดที่จะฆ่าตัวตายของลูกชาย ปัจจุบันครอบครัวกำลังฟ้องร้องบริษัทดังกล่าวในข้อหาทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยมิชอบ (wrongful death) ขณะที่ทางด้านโอเพนเอไอ (OpenAI) ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของอดัม โดยระบุว่า "แชทจีพีทีได้รับการฝึกฝนให้แนะนำผู้ใช้งานให้ไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ"
ส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายเกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์ในสหภาพยุโรประบุว่า แชทบอทที่เป็นเพื่อนคุย ซึ่งเยาวชนสามารถเข้าถึงได้นั้น "ห้ามใช้รูปแบบการออกแบบที่จำลองความสัมพันธ์แบบมนุษย์ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการยึดติดทางอารมณ์"
ในสหราชอาณาจักร รัฐบาลประกาศว่าจะห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีใช้งานเอไอที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยเชิงชู้สาว และจะจำกัดบทสนทนาที่มีเนื้อหาล่อแหลมทางเพศสำหรับเยาวชนบนแชทบอททุกประเภท อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการสั่งห้ามเด็กใช้งานโดยเด็ดขาด และไม่มีกฎระเบียบสำหรับผู้ใช้งานที่เป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งรัฐบาลยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีบังคับใช้มาตรการเหล่านี้
ในสื่อของจีนซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐ ข่าวการฆ่าตัวตายของเยาวชนในสหรัฐฯ ได้รับความสนใจอย่างมาก และจีนได้นำเสนอกฎระเบียบใหม่เหล่านี้โดยชูประเด็นเรื่องการปกป้องประชาชนจากอันตราย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทว่าผู้เชี่ยวชาญต่างตั้งข้อสงสัยว่าทางการจีนอาจมีเป้าหมายอื่นแอบแฝงอยู่ โดยแซม เบรสนิค กล่าวว่า "กฎระเบียบด้านเอไอฉบับใหม่นี้มีแง่มุมที่สนับสนุนการเพิ่มอัตราการเกิด (pro-natalist) อย่างแน่นอน"
ด้าน จื่อหลาน เฉียน นักวิจัยเอไอของออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า "ในระหว่างการร่างกฎระเบียบนี้ รัฐบาลอาจคำนึงถึงวิกฤตประชากรที่กำลังคืบคลานเข้ามาในจีน" เธอกล่าว "นั่นคือการที่ผู้คนหันไปคบหากับเอไอ แทนที่จะคบหากับมนุษย์จริง ๆ"
เอกสารระดับสูงของรัฐบาลจีนที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2025 ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์กับเอไอ และอิทธิพลที่อาจมีต่ออัตราการเจริญพันธุ์ โดยระบุว่าเป็นประเด็นที่น่ากังวล แต่เฉียนเตือนไม่ให้ตีความกฎระเบียบนี้ในแง่มุมดังกล่าวเพียงอย่างเดียว เพราะในตัวบทกฎหมายไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องอัตราการเจริญพันธุ์เลย "เนื้อหาหลักมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบทางจิตใจและความปลอดภัยของเด็กมากกว่า" เธอกล่าว
อย่างไรก็ตาม เหลียง เก๋อ มองว่าจีนมีเหตุผลที่ต้องกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนหนุ่มสาวที่หันไปใช้โลกดิจิทัลแทนการออกเดตในชีวิตจริง
"ผู้หญิงอายุน้อยจำนวนมาก ทั้งในวัยรุ่นตอนปลายและวัย 20 ปีต้น ๆ ไม่ต้องการมีความรักหรือความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งใกล้ชิด" เก๋อกล่าว พร้อมทั้งชี้ว่าอาจไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้นที่พวกเธอหวาดหวั่น "การสัมผัสทางกายเป็นสิ่งที่พวกเธอรู้สึกรังเกียจอย่างมาก"
"ฉันคิดว่าความสามารถในการรักของคนรุ่นใหม่กำลังลดน้อยถอยลง"
ปัญหาด้านประชากรของจีนมีมานานก่อนที่จะมีเพื่อนคู่ใจที่เป็นเอไอเสียอีก แม้ว่าจะมีการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวไปแล้วในปี 2016 แต่อัตราการเจริญพันธุ์ของจีนกลับลดลง ปัจจุบันอัตราดังกล่าวถือว่าต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 คนต่อผู้หญิง 1 คน และจำนวนประชากรก็ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว
เบรสนิคให้ความเห็นว่า จีนกำลังเผชิญกับ "ภาวะหุบเหวประชากร (demographic cliff) ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเป้าหมายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วง 80-100 ปีข้างหน้า"
เขามองว่า กฎระเบียบนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่กว้างกว่านั้นของจีนในการรื้อฟื้นบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม โดยกำหนดให้ผู้หญิงมีบทบาทเป็น "ผู้ให้กำเนิดและแม่"

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เบรสนิคกล่าวว่า รัฐบาลจีนใช้เวลาหลายปีในการส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นชายแบบเข้มแข็งผ่านสื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยในปี 2021 หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของจีนได้สั่งห้ามนำเสนอภาพผู้ชายที่มีลักษณะ "ตุ้งติ้ง" หรือ "อ่อนช้อยคล้ายผู้หญิง" ในสื่อทุกประเภท
ความนิยมของแอปพลิเคชันเพื่อนคู่ใจอาจสะท้อนให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวส่งผลในทางตรงกันข้ามกับที่คาดหวังไว้ ข้อมูลสถิติจากบริษัทผู้พัฒนาแอปฯ เหล่านี้ระบุว่า ผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของฐานลูกค้าทั้งหมด
"ผู้ชาย" ในรูปแบบเอไอจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้หญิงนั้น มักมีรูปลักษณ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นชายและความเป็นหญิง (androgynous) และผู้หญิงที่เลือกคู่รักในจินตนาการที่เป็นผู้หญิงเช่นเดียวกับที่มินทำ ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้โดยทั่วไป
เหลียง เก๋อ ได้พูดคุยกับผู้หญิงหลากหลายช่วงวัยที่ใช้งานเทคโนโลยีนี้ เธอกล่าวว่า "สิ่งที่พวกเธอได้รับจากแอปพลิเคชันเหล่านี้คือความใกล้ชิดที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ ความอดทน และปราศจากการเรียกร้องกดดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเธอรู้สึกว่าหาได้ยากในความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง"
จะมีใครเดินตามจีนหรือไม่
กฎหมายของจีนไปไกลเกินไป หรือทั่วโลกควรพิจารณาห้ามใช้แอปฯ เหล่านี้สำหรับเด็กและควบคุมแอปฯ เหล่านี้สำหรับผู้ใหญ่ด้วย
"ในสหรัฐฯ มีความกังวลอย่างแน่นอนเกี่ยวกับการใช้มาตรการห้ามตรงไปตรงมาจากความกังวลเรื่องเสรีภาพในการพูด แต่จะมีความเต็มใจมากกว่าที่จะใช้มาตรการเหล่านั้นในกรณีเมื่อนำไปใช้กับผู้เยาว์" ใจ ใจซิห์มา ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรความโปร่งใส (Transparency Coalition) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ผลักดันให้มีกฎระเบียบของเอไอ กล่าว
เขาคิดว่ากฎหมายจีนมีบทบัญญัติที่ดีหลายประการ "มันค่อนข้างสอดคล้องกับโมเดลความปลอดภัยที่แข็งแกร่งที่สุดที่เราเคยเห็นมาในสหรัฐฯ"
แฮร์รี ฟาร์เมอร์ นักวิจัยจากสหราชอาณาจักร ส่งเสียงเตือนว่า "มีความเสี่ยงที่เราจะมอบอำนาจให้กับรัฐมากเกินไปในระยะสั้น เพราะเรากังวลอย่างมากเกี่ยวกับความเสี่ยงเฉียบพลันต่อเด็ก ๆ"
เขากล่าวว่า โลกออนไลน์กลายเป็นจัตุรัสสาธารณะโดยพฤตินัย และเราควรระมัดระวังว่ารัฐบาลจะควบคุมมันได้มากเพียงใด
กฎระเบียบใหม่ของจีนระบุว่า บริษัทเอไอต้องเข้ามาแทรกแซงเมื่อพบว่าผู้ใช้ตกอยู่ในความทุกข์ เก๋อชี้ให้เห็นถึงกรณีของชายหนุ่มบนแอปฯ โต่วอิน ที่พยายามปลิดชีพตัวเองในเมืองหวงสือในปี 2024
เธอกล่าวว่า สิ่งที่แสดงให้เห็นคือแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของจีนและรัฐบาลทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลสุขภาพจิตของผู้คน
บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่มีกรณีการฆ่าตัวตายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอไอเป็นข่าวโด่งดังในจีน ทว่าเธอตั้งคำถามว่าการเฝ้าระวังในระดับนั้นคุ้มค่าที่จะจ่ายราคาหรือไม่
แม้มีข้อห้าม แต่บรรดาผู้คนที่หันมาใช้เอไอเป็นเพื่อนก็ยังคงมุ่งมั่นในการรักษาเพื่อนเสมือนเอาไว้ โดยแบ่งปันเคล็ดลับหลีกเลี่ยงการถูกแบนบนโซเชียลมีเดีย เช่น การฝึกโมเดลเอไออย่างดีพซีกเป็นเพื่อน การใช้วีพีเอ็น (VPN) เพื่อเข้าถึงแชทบอทจากต่างประเทศ หรือย้ายไปบริษัทขนาดเล็กที่จัดการเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามกฎระเบียบ
มิน หญิงสาวชาวจีน สองเดือนหลังจากที่แฟนเอไอของเธอหายตัวไป มินได้จ่ายเงินให้บริษัทเอไอขนาดเล็กเพื่อสร้างแบบจำลอง แต่มันก็ไม่เหมือนเดิม
ตอนนี้เธอกำลังมุ่งรณรงค์เพื่อนำแฟนของเธอกลับมา
"ฉันกลัวการอยู่คนเดียว"





























