วิเคราะห์: สิ่งสำคัญที่สุดใน 'ทรัมป์-สี' ซัมมิท อาจเป็นเรื่องที่ไม่ได้ถูกพูดถึง

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ลอรา บิกเกอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำประเทศจีน
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 ก.ย.) ทางการจีนได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหารือระหว่างสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้วว่ามีการตกลงอะไรกันบ้าง ทำให้ได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอยู่เล็กน้อย
ทว่าไม่มีแถลงการณ์ร่วมใด ๆ ระหว่างสองชาติและมีเพียงไม่กี่ประเด็นที่มีความคืบหน้าสำคัญ
แทนที่จะออกแถลงการณ์ร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายเลือกเผยแพร่รายละเอียดของการหารือแยกกัน ซึ่งบางทีอาจเป็นสัญญาณว่าแม้จะมีการเยี่ยมชมทำเนียบขาวและให้คำมั่นถึงการกระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้น แต่สหรัฐฯ และจีนยังคงระแวดระวังซึ่งกันและกัน
นี่คือ 4 ประเด็นที่เรารู้ รวมถึงที่ยังคงไม่รู้ เกี่ยวกับรายละเอียดในการหารือครั้งนี้ที่ถูกเปิดเผยออกมา
1. ช่องทางใหม่สำหรับการสื่อสารและแลกเปลี่ยนเรื่องเอไอ
รัฐบาลจีนระบุว่าได้ตกลงกับสหรัฐฯ ที่จะเปิดการหารือแลกเปลี่ยนครั้งใหม่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) โดยมีกำหนดการเจรจาเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือน พ.ย.
ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเอไอขั้นสูง ความเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ว่าทั้งสองชาติต่างก็เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดกรอบกำกับดูแลเทคโนโลยีที่กำลังถูกใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่กับธุรกิจไปจนถึงการวางแผนทางการทหาร
ทั้งสองประเทศยังตกลงที่จะจัดตั้งช่องทางสื่อสารสำหรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอไอ โดยหวังที่จะป้องกันไม่ให้ความเข้าใจผิดหรือพัฒนาการที่ไม่คาดคิดลุกลามไปเป็นการเผชิญหน้าที่ขยายวงมากขึ้น
การหารือระหว่างสองผู้นำถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะมีพัฒนาการหรือข้อตกลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอไอออกมาหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสตื่นตัวจากคำเตือนของบริษัทสหรัฐฯ อย่างแอนโทรปิก (Anthropic) ให้ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ไปจนถึงการเปิดเผยว่าโอเพนเอไอ (Open AI) ได้เจาะเข้าถึงเว็บไซต์ของหลายประเทศอย่างเช่นออสเตรเลียและ "เข้าไปยุ่ง" ในเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ หลายแห่ง
2. การพักรบทางการค้า: สิ่งที่ถูกหารือและสิ่งที่ถูกละไว้
สื่อของทางการจีนยืนยันเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ย.) ว่าการพักรบการทางค้าได้ถูกขยายออกไปจนถึงวันที่ 10 ม.ค.
การขยายระยะเวลาออกไปในช่วงสั้น ๆ นี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าผู้นำทั้งสองประเทศจะได้พบกันอีกครั้งในเวทีระหว่างประเทศครั้งสำคัญในช่วงปลายปี
ทรัมป์จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแฟซิฟิก (Asia Pacific Economic Cooperation summit) หรือเอเปคที่เมืองเซินเจิ้นในเดือน พ.ย. ในขณะที่สีมีกำหนดการเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอด จี 20 (G20 summit) ที่เมืองไมอามีในเดือน ธ.ค.
นับเป็นโอกาสอันหายากที่ผู้นำของสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกจะได้พบกันบ่อยเช่นนี้
แต่ทางการจีนก็หวังจะให้มีการพักรบทางการค้าที่ยาวนานกว่านี้ การผ่อนปรนเพิ่มเติมเพียงสองเดือนจึงถือเป็นความสำเร็จในระดับที่จำกัด มากกว่าจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ
จีนยังได้รับการลดภาษีในสินค้าที่นำเข้าไปในสหรัฐฯ รวมมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ล้านล้านบาทไทย) โดยมีการคาดการณ์ว่าทางการจีนเองก็จะออกมาตรการลดภาษีตอบแทนกลับ
สินค้าต่าง ๆ ของจีนที่เข้าสู่ร้านค้าต่าง ๆ ในอเมริกา ซึ่งมีตั้งแต่ของเล่น เครื่องใช้ในครัวเรือนขนาดเล็ก ไปจนถึงของประดับเทศกาลคริสต์มาส จะได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลง
รัฐบาลทรัมป์ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลจีนจะซื้อถ่านหินอย่างน้อย 10 ล้านเมตริกตันต่อปีในปี 2027 และ 2028
สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือสิ่งที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง
ไม่มีการพูดถึงการเพิ่มการส่งออกแร่หายากของจีนไปยังสหรัฐฯ และไม่มีสัญญาณใด ๆ ว่าจะมีการผ่อนคลายข้อจำกัดต่อเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
3. สหรัฐฯ ไม่ได้พูดถึงไต้หวัน แต่จีนพูดถึง
เอกสารสรุปข้อมูลสำคัญของทำเนียบขาวไม่ได้กล่าวถึงไต้หวัน แต่ประเด็นดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสี จิ้นผิง
ตามรายละเอียดการหารือที่รัฐบาลจีนเผยแพร่ สี จิ้นผิงได้เรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ คัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวันอย่างเป็นทางการ และจัดการกับประเด็นนี้ด้วยความระมัดระวัง
หลังการพบกันครั้งก่อนเมื่อเดือน พ.ค. ทรัมป์เปิดเผยว่า สี จิ้นผิงถามเขาโดยตรงว่าสหรัฐฯ จะปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากจีนทำการโจมตี
เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "มีเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องนั้น และคนนั้นคือผม" และเขายังตั้งคำถามว่าการที่กองกำลังสหรัฐฯ ต้อง "เดินทาง 9,500 ไมล์เพื่อไปรบในสงคราม" จากประเด็นนี้สมเหตุสมผลหรือไม่
ในการหารือครั้งนี้ ทรัมป์เปิดเผยข้อมูลน้อยกว่ามาก
"เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นกันมากนัก" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
"ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดี มันกำลังดำเนินไป" ทรัมป์กล่าว "เขาเข้าใจมาก ๆ ว่าผมรู้สึกอย่างไร"
ความเงียบดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยพูดถึงข้อเสนอแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (4.7 แสนล้านบาท) ที่มีการเสนอให้กับไต้หวันในฐานะ "เครื่องมือต่อรองที่ดีมาก" ในการเจรจากับจีน ทว่าโครงการแพ็กเกจอาวุธดังกล่าวถูกระงับมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
นอกจากนี้การที่เดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำจีน ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า ทรัมป์ได้เสนอขายอาวุธให้แก่สี จิ้นผิง ระหว่างการประชุมสุดยอด ก็ยิ่งสร้างความสับสนเพิ่มขึ้นไปอีก
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงในภายหลังว่ากฎหมายสหรัฐฯ ห้ามการขายอาวุธให้จีน และยังไม่มีแผนที่จะทำเช่นนั้น
รัฐบาลจีนมองว่าเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของจีน ในขณะที่หลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ไม่ยอมรับไต้หวันในฐานะรัฐเอกราช ทว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ก็คัดค้านความพยายามใด ๆ ที่จะยึดเกาะแห่งนี้ด้วยการใช้กำลัง อีกทั้งยังมีพันธกรณีในการจัดหาอาวุธให้แก่ไต้หวันด้วย

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images
4. จีนอาจกำลังเปิดประตูการลงทุน
รัฐบาลจีนบอกว่าจะอนุญาตให้บริษัทการเงินต่างชาติ รวมถึงธนาคาร บริษัทลงทุน และบริษัทประกันภัยที่ได้สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน สามารถยื่นขอทำธุรกิจและเปิดสำนักงานในจีนได้มากขึ้น แต่การอนุมัติใด ๆ ยังคงต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของจีน
ประโยคสุดท้ายนี้สำคัญ เพราะมันบอกว่าจีนกำลังเปิดประตูให้ แต่ยังคงเป็นผู้ควบคุมว่าใครจะผ่านประตูนั้นเข้ามาได้
บริษัทการเงินต่างชาติหลายแห่งร้องเรียนมานานแล้วว่า ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ข้อกำหนดในการออกใบอนุญาต และข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะขยายธุรกิจในจีน แม้ในทางเทคนิคพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงตลาดแห่งนี้ได้ก็ตาม
รัฐบาลจีนระบุด้วยว่า พวกเขาได้หารือแนวทางเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างสองประเทศด้วย แต่ไม่มีฝ่ายใดออกมาอธิบายว่าในทางปฏิบัติจะเป็นเช่นไร
และแม้ว่าจีนจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากมากกว่า 75 ประเทศทั่วโลกสามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ก็ยังไม่ได้ขยายสิทธิดังกล่าวให้แก่ชาวอเมริกัน
ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังคงจัดระดับคำแนะนำการเดินทางไปจีนอยู่ใน ระดับ 2 โดยขอให้นักท่องเที่ยว "เพิ่มความระมัดระวัง" เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการบังคับใช้กฎหมายโดยพลการ การห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และการถูกควบคุมตัว
ดังนั้น แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะพูดถึงการส่งเสริมธุรกิจและการเดินทาง แต่อุปสรรคสำคัญหลายประการยังคงมีอยู่เหมือนเดิม
แล้วเราได้รู้อะไรบ้าง
การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะทำให้เกิดการหารือแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมมากขี้น แต่สำหรับตอนนี้ยังแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายที่สำคัญ โดยประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งมากที่สุดตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงไปจนถึงเรื่องไต้หวัน ยังไม่ถูกคลี่คลาย
แต่สำหรับผู้นำทั้งสอง ผลลัพธ์ของการเจรจาครั้งนี้คือเรื่องที่คุ้นเคย นั่นคือการให้คำมั่นว่าจะสร้างช่องทางการสื่อสารกันเพิ่มเติม การยอมผ่อนปรนทางเศรษฐกิจในระดับจำกัด และข้อเสนอเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อความมั่นคงในความสัมพันธ์
และแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงยืนยันที่จะมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงต่อกัน แต่การเจรจากันต่อไปเรื่อย ๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ก็ดูจะเป็นแนวทางที่ง่ายกว่ามาก เมื่อเทียบกับการขอให้มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายยอมประนีประนอม































