สงครามทำลายพัฒนาการทางสมอง-สุขภาพจิตเด็ก ส่งผลกระทบทางอารมณ์ระยะยาวถึงวัยผู้ใหญ่

An image in black and white of young children sitting on the ground and looking up, one of them has a beard and moustache drawn on his face in pen
    • Author, เฟอร์กัล คีน
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

คำเตือน : เนื้อหาของบทความนี้ มีรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งต่อเด็กในเขตสงคราม รวมทั้งคำบรรยายเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านบางคนรู้สึกไม่สบายใจได้

พ่อของเด็กชายอับเดลรามานวัย 11 ขวบ เป็นชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหารระหว่างการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล บ้านของครอบครัวในฉนวนกาซาโดนระเบิดจนพังทลาย แม่ของเขาคือนางอัสมา อัล-นาชาซ วัย 29 ปี บอกว่าร่างของสามีเธอถูกนำออกมาในสภาพที่ "แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย"

หลังจากนั้นในวันที่ 16 ก.ค. 2024 กองทัพอากาศอิสราเอลได้โจมตีโรงเรียนของอับเดลรามานที่เมืองนูเซรัต ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของฉนวนกาซา ทำให้เด็กชายวัย 11 ขวบผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนแพทย์ผู้ทำการรักษาต้องตัดขาข้างหนึ่งของเขาทิ้ง

นับแต่นั้นมา สุขภาพจิตของเด็กชายอับเดลรามานย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ แม่ของเขาบอกว่า "ลูกเริ่มดึงผมและทุบตีตัวเองแรง ๆ เขาเริ่มมีอาการเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้า เพราะเห็นเพื่อน ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ตัวลูกเองกลับต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียว"

ในตอนที่ผมได้พบกับเด็กชายอับเดลรามานครั้งแรก ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศจอร์แดน เมื่อเดือนพ.ค. ปี 2025 เขาแยกตัวอยู่โดดเดี่ยว ไม่เล่นหัวหรือพูดคุยกับใคร รวมทั้งมีท่าทีหวาดระแวง ตอนนั้นเขาเป็นหนึ่งในเด็กชาวปาเลสไตน์หลายสิบคนที่ถูกนำตัวมาจากฉนวนกาซา เพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้

อับเดลรามานบอกผมว่า "เราจะกลับไปที่กาซา...เราจะตายที่นั่น"

เด็กชายผู้นี้เป็นเพียงหนึ่งในเด็กที่น่าสงสารหลายพันคน ซึ่งผมได้เคยประสบพบเจอในระหว่างที่ทำข่าวสงครามนานเกือบ 40 ปี พวกเขาล้วนได้รับบาดเจ็บทางกายและมีบาดแผลทางใจจากสงคราม และใบหน้าของเด็กบางคนยังคงตราตรึงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผมมิรู้ลืม ราวกับว่าเพิ่งได้พบกันเมื่อวานนี้เอง เรื่องราวของพวกเขาเผยให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามที่กระทำต่อเด็กในยุคสมัยของเรา

Children sit in a destroyed car in Rafah, on the southern Gaza Strip on February 28, 2024
Children walk with a dog past destroyed buildings along a street in Khan Yunis in the southern Gaza Strip on July 8, 2024
A Palestinian child in the Gaza Strip, holding onto adult sized shoes
คำบรรยายภาพ, เด็กหลายแสนคนต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสงครามในฉนวนกาซามานานกว่าสองปีแล้ว

คนแรกที่ผมจำได้คือหนูน้อยอะโดไน มิคาเอล ชาวเอริเทรียที่อยู่ในค่ายผู้อพยพบนเนินเขาแห่งหนึ่ง เมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1980 เด็กชายคนนี้เป็นเหยื่อผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทิ้งระเบิดนาปาล์มของกองทัพเอธิโอเปีย และกำลังร้องไห้จ้าเพราะความเจ็บปวด ในขณะที่ลมแรงพัดเอาฝุ่นจากทะเลทรายเข้าไปในแผล ความทุกข์ทรมานที่ฉายชัดออกมาจากดวงตาของเด็กน้อย ทำให้ผมต้องเบือนหน้าหนีและรีบออกจากเต็นท์พยาบาลนั้นไปทันที

ไม่กี่ปีต่อมาที่เมืองเบลฟาสต์ของไอร์แลนด์เหนือ ผมยังจำได้ดีถึงภาพของเด็กชายที่เดินตามขบวนแห่โลงศพของพ่อ ซึ่งต้องมาด่วนเสียชีวิตไปเพราะเป็นเหยื่อการวางระเบิดของขบวนการไออาร์เอ (IRA) ผมไม่เคยเห็นความหม่นหมองที่ล้ำลึกขนาดนั้นในดวงตาของใครมาก่อน

ในยุคที่เซียร์ราลีโอนเกิดสงครามกลางเมือง มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกนักรบของกลุ่มติดอาวุธที่กำลังเมามาย ตัดมือทั้งสองข้างของเธอทิ้งอย่างไร้ปราณี นอกจากนี้ผมยังเคยเห็นภาพของเด็กคนหนึ่งในเมืองโซเวโตของแอฟริกาใต้ ต้องช่วยแม่เช็ดเลือดของเหยื่อฆาตกรรม ที่ถูกสังหารต่อหน้าต่อตาตรงประตูบ้านของพวกเขา ส่วนที่รวันดา ผมได้เจอเด็กชายที่ร้องไห้โฮออกมาทันที เมื่อผมถามว่าทำไมเด็กคนอื่น ๆ ถึงเรียกเขาว่า "ระเบิดมือ"

คำตอบของเด็กน้อยผู้อ่อนไหว ทำให้ผมนึกเสียใจที่ถามออกไปโดยไม่คิด ปรากฏว่าเด็กคนนี้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยระเบิดมือ ซึ่งเหตุระเบิดครั้งนั้นทำให้พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปทั้งคู่

ตัวเลขสถิติที่ประมาณการโดยสถาบันวิจัยสันติภาพแห่งกรุงออสโล (PRIO) ของนอร์เวย์ คาดว่าในปี 2024 มีเด็กถึง 520 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในเขตสงครามทั่วโลก ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรเด็กทั้งหมดของโลก สถิติที่น่าตกใจนี้ทำให้ศาสตราจารย์เทรีซา บีแทนคอร์ต ผู้เขียนหนังสือ "เงามืดในแสงสว่าง" (Shadow in the Light) ซึ่งเป็นเรื่องราวจากชีวิตจริงของอดีตทหารเด็กผู้หนึ่ง ถึงกับบอกว่า "นี่คือหายนะทางมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง"

ศ.บีแทนคอร์ตกล่าวเตือนว่า บาดแผลทางใจที่เกิดจากสงคราม จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเด็กในอนาคต "มันจะกระทบต่อพัฒนาการของโครงสร้างสมองในเด็กเล็ก และจะส่งผลกระทบระยะยาวตลอดชีวิตในเรื่องการเรียนรู้, พฤติกรรม, รวมทั้งสุขภาพกายและจิต"

เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยกันมานาน เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อสภาพจิตใจของเด็ก จึงชวนให้สงสัยว่าปัจจุบันเราพอมีทางแก้ไขที่จะช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของพวกเขาบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้มีสงครามที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อสมองและสุขภาพจิตของเด็กหลายล้านคน ตัวอย่างเช่นเด็ก ๆ ชาวซูดาน ในเมืองเอล-ฟาเชอร์ ของภูมิภาคดาร์ฟูร์ ที่ต้องทนเห็นแม่และพี่สาวของตนถูกกองกำลังติดอาวุธข่มขืนต่อหน้าต่อตา เมื่อช่วงเดือนต.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีเด็กชาวยิวที่ถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไป เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 และลูกหลานชาวอิสราเอลอีกหลายคน ก็ได้เห็นคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านถูกสังหารคาตา

ส่วนเด็ก ๆ ในเมืองบูชา (Bucha) ของยูเครน ได้รับบาดแผลทางใจจากการที่พ่อแม่ของพวกเขาถูกกองทัพรัสเซียบุกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม เมื่อเดือนก.พ. ปี 2022 ทั้งยังมีเด็กชาวปาเลสไตน์อีกหลายแสนคนอย่างอับเดลรามาน ที่ต้องทนใช้ชีวิตท่ามกลางภาวะสงครามในฉนวนกาซามานานกว่าสองปีแล้ว

Sudanese people queuing for food
Sudanese refugees getting food at a transit camp near the Sudan-Chad border
คำบรรยายภาพ, ผู้อพยพชาวซูดาน (ภาพถ่ายปี 2025)

อันดับแรกผมต้องขอชี้แจงถึงที่มาของความสนใจส่วนตัวในประเด็นนี้สักนิด ผมเป็นคนหนึ่งที่มีภาวะผิดปกติจากความเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือที่เรียกกันติดปากว่าพีทีเอสดี (PTSD) เนื่องจากในวัยเด็กได้เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่แตกแยก ต่อมาในวัยผู้ใหญ่ยังต้องพบเจอความรุนแรงมากมายระหว่างการทำข่าวสงคราม ซึ่งมีทั้งการสู้รบที่เหี้ยมโหดและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

แม้สิ่งที่ผมพบเจอมานี้ จะเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เด็ก ๆ ในภาวะสงครามต้องประสบอยู่ทุกวัน แต่ผมเข้าใจดีถึงสภาพจิตใจอันย่ำแย่และอาการของโรคพีทีเอสดี ที่เด็ก ๆ เหล่านี้ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เหมือนกันกับผม ไม่ว่าจะเป็นความเครียดวิตกกังวลระดับสุดขั้ว, ความหวาดระแวงเกินเหตุที่ต้องคอยเฝ้าระวังภัยทุกฝีก้าว, อาการซึมเศร้า, รวมทั้งฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน, และการมองเห็นภาพในอดีตที่ย้อนกลับมาฉายวนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาการเหล่านี้รุนแรงจนผมต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกันเลยทีเดียว

ประสบการณ์ส่วนตัวเหล่านี้ทำให้ผมอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมากว่า เด็กในภาวะสงครามตอบสนองต่อวิกฤตรอบตัวอย่างไร และได้รับการเยียวยารักษาด้วยวิธีไหน

ศาสตราจารย์ไมเคิล พลัส นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซอร์รีย์ของสหราชอาณาจักร บอกว่า "หลักฐานที่เราพบจากงานวิจัยหลายชิ้นค่อนข้างชัดเจนมาก...การที่ต้องเผชิญกับภาวะสงครามและการพลัดถิ่นที่อยู่อาศัย มีความเกี่ยวข้องกับแนวโน้มความเสี่ยงเรื่องปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้น"

ศ.พลัส ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับลูกหลานของผู้อพยพหนีภัยสงครามชาวซีเรียมานาน ชี้ว่าไม่ควรด่วนสรุปถึงผลกระทบทางจิตวิทยาของสงครามที่เกิดขึ้นกับเด็ก ว่าจะต้องเหมือนกันทุกคนเสมอไป "เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องตระหนักว่า เด็กแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างในเรื่องของปฏิกิริยาตอบสนอง"

มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็ก หลังได้พบเจอเหตุการณ์รุนแรงสะเทือนใจระหว่างการสู้รบ เช่นระยะเวลาที่เด็กต้องเผชิญกับความรุนแรงดังกล่าว, เด็กได้รับบาดเจ็บทางกายด้วยหรือไม่, หรือได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและบุคคลสำคัญในชีวิตไปด้วยหรือเปล่า, เด็กได้เห็นคนใกล้ชิดถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายด้วยตาตนเองหรือไม่, และที่สำคัญคือเด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ และได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนทางใจหลังประสบเหตุรุนแรงหรือไม่ ?

ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 2,976 คน ซึ่งเป็นเด็กชาวบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ที่มีอายุระหว่าง 9-14 ปี และล้วนเคยพบเจอภาวะสงครามมาแล้วทุกคน ทีมผู้วิจัยพบว่าเด็กเหล่านี้มีอาการของภาวะพีทีเอสดีในระดับสูง ทั้งยังมีรายงานของภาวะเศร้าโศกจากการสูญเสียด้วย

A black and white image of some children's leg prosthetics
A young boy being pulled on a sledge in winter
Black and white image of young children pictured Sarajevo
คำบรรยายภาพ, เด็ก ๆ ในกรุงซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา

ยิ่งไปกว่านั้น สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายในระยะยาว เช่นอาจทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคแพ้ภูมิตัวเอง เนื่องจากเกิดภาวะเครียดจากสารพิษในร่างกาย เพราะฮอร์โมนเครียดอย่างคอร์ติซอลและคาเตโคลามีนที่ช่วยผลิตอะดรีนาลีน หลั่งออกมาเพื่อตอบสนองต่อภาวะวิกฤตรอบตัวมากเกินไป

นอกจากนี้งานวิจัยในสาขาวิชาใหม่ ๆ อย่างภาวะเหนือพันธุกรรมหรือเอพิเจเนติกส์ (epigenetics) ยังพิสูจน์แล้วว่าประสบการณ์สะเทือนใจที่คนรุ่นหนึ่งได้พบเจอ สามารถจะถ่ายทอดไปยังลูกหลานและคนรุ่นหลังได้ ในรูปของการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของยีนที่ได้รับสืบทอดมา ซึ่งหมายความว่าเรามีแนวโน้มจะเกิดปัญหาสุขภาพจิต หรือติดสิ่งเสพติดต่าง ๆ ได้ง่าย หากครอบครัวหรือบรรพบุรุษเคยมีประวัติเผชิญเหตุรุนแรงสะเทือนใจมาก่อน แต่ภาวะเหนือพันธุกรรมนี้จะมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตของเรามากแค่ไหน เมื่อเทียบกับอิทธิพลจากการเลี้ยงดูในครอบครัวและชีวิตประจำวันของคนเรา ?

การซึมซับทีละน้อยจากครอบครัว

ภาวะเหนือพันธุกรรมเป็นเรื่องใหม่ที่ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างร้อนแรงในแวดวงวิทยาศาสตร์ ทั้งยังต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในประเด็นนี้กันอีกมาก ซึ่งศ.พลัส แสดงความเห็นว่า "มีหลักฐานบางอย่างที่ชี้ว่า มีการถ่ายทอดบาดแผลทางใจจากรุ่นสู่รุ่นในบางรูปแบบอยู่จริง แต่การถ่ายทอดประสบการณ์ที่ว่านั้น บางส่วนหรือส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากแนวปฏิบัติทางสังคม มากกว่าจะเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือชีววิทยาโดยตรง อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานยืนยันว่าปัจจัยด้านภาวะเหนือพันธุกรรมนั้นมีผลด้วย"

ด้านศ.เมทิน บาโชก์ลู ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เชิงพฤติกรรมแห่งนครอิสตันบูลของตุรกี ไม่สู้จะเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องภาวะเหนือพันธุกรรมเท่าใดนัก แต่ก็ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ลักษณะทางอารมณ์และบุคลิกภาพบางอย่าง ซึ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้นั้น อาจทำให้บางคนมีความอ่อนไหวเปราะบาง จนเกิดปัญหาสุขภาพจิตหลังเผชิญเหตุสะเทือนใจได้ง่ายกว่าผู้อื่น

ในระหว่างที่ผมศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อเตรียมเขียนหนังสือเกี่ยวกับโรคพีทีเอสดีของตนเองอยู่นั้น ผมเคยมีโอกาสได้สนทนากับศ.ไซมอน เวสลีย์ ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านโรคพีทีเอสดีของอังกฤษ และอดีตอธิการบดีของราชวิทยาลัยจิตแพทย์ (RCpsych) เกี่ยวกับอิทธิพลของภาวะเหนือพันธุกรรมต่ออาการเครียดผิดปกติหลังประสบเหตุสะเทือนใจ โดยผมสงสัยว่าประวัติความเป็นมาของครอบครัวตนเอง ซึ่งมีปู่ทวดและย่าทวดเคยเผชิญทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงในประเทศไอร์แลนด์ ทั้งยังมีคุณย่าที่เคยได้รับบาดแผลทางใจจากสงครามในช่วงทศวรรษ 1920 จะทำให้ผมมีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่จะป่วยด้วยโรคพีทีเอสดีง่ายกว่าคนอื่น ๆ หรือไม่ ?

ศ. เวสลีย์ตอบว่า "เราไม่มีทางจะรู้คำตอบในเรื่องนี้ได้เลย หากไม่มีการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่มาจากพื้นที่เดียวกัน มีบรรพบุรุษเกิดในสถานที่แห่งเดียวกัน และได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเงื่อนไขต่าง ๆ มาเหมือนกัน...เราไม่สามารถจะวิจัยเพื่อหาคำตอบให้กับคนคนเดียวได้"

"เหตุผลที่เป็นคำตอบ ซึ่งผมคิดว่าเข้าใจง่ายกว่ามากและน่าจะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุด ก็คือปัจจัยเรื่องภูมิหลังของเรานั่นเอง มันเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ที่ผมจะเติบโตขึ้นมาในครอบครัวแบบเดียวกันกับคุณ แล้วยังมีความสนใจในเรื่องแบบเดียวกัน แต่มันกลับไม่ส่งผลทางจิตวิทยาต่อผมเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับคุณ"

Two boys gesture as a Syrian refugee family moves in a car loaded with belongings
Girls stand next to a tent at a camp for internally displaced people in Syria's northern province
คำบรรยายภาพ, ศ.ไมเคิล พลัส ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับลูกหลานของผู้อพยพหนีภัยสงครามชาวซีเรียมานาน ชี้ว่าไม่ควรด่วนสรุปถึงผลกระทบทางจิตวิทยาของสงครามที่เกิดกับเด็ก ว่าจะเหมือนกันทุกคนเสมอไป

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า บาดแผลทางใจนั้นแท้จริงแล้วคือวิกฤตของครอบครัว มันไม่สำคัญแค่ว่าเด็กเคยได้เจอหรือผ่านประสบการณ์เลวร้ายอะไรมาบ้าง แต่บาดแผลทางใจนี้ยังหมายรวมถึงผลกระทบที่มีต่อผู้ใหญ่ในบ้านด้วย "ในภาวะสงครามนั้น ไม่เพียงแค่เด็กจะต้องเผชิญกับความตายของผู้ปกครอง หรือประสบเหตุพลัดพรากจากกันที่สะเทือนใจพวกเขาอย่างใหญ่หลวง แต่ตัวของผู้ปกครองหรือคนที่เลี้ยงดูเด็กเอง ก็ต้องเผชิญกับบาดแผลทางใจและความทุกข์ทรมานของตนเองด้วยเช่นกัน ทำให้ไม่อาจช่วยเหลือ ปกป้อง หรือชี้แนะสั่งสอนเด็ก ๆ ให้ประคองตนจนผ่านพ้นความโหดร้ายของสงครามไปได้อย่างเต็มที่" ศ.บีแทนคอร์ตกล่าว

งานวิจัยของศ.พลัส ที่ทำกับกลุ่มตัวอย่างผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย สอดคล้องกับคำแนะนำข้างต้นของศ.บีแทนคอร์ตเป็นอย่างมาก โดย 80% ของเด็กที่มีแนวโน้มจะป่วยด้วยโรคทางใจมากกว่าหนึ่งชนิด สถานการณ์ภายในครอบครัวคือปัจจัยสำคัญยิ่งยวด ที่กดดันให้พวกเขาต้องเป็นเช่นนั้น

งานวิจัยข้างต้นซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2022 มีครอบครัวผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในเลบานอนถึง 1,600 ครอบครัวเข้าร่วม ซึ่งศ.พลัสบอกว่า ผลการศึกษาได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก เช่นการมีบ้านที่ปลอดภัย มีอาหารการกินที่เพียงพอ และได้ไปโรงเรียนหรือไม่นั้น คือตัวกำหนดชี้วัดสภาพจิตใจและสุขภาพจิตของเด็ก ที่มีความแม่นยำยิ่งกว่าปัจจัยอื่น ๆ ถึง 10 เท่า

เด็กที่ปรับตัวอยู่รอดในภาวะสงครามได้ดีกว่า ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ "มักจะมีสภาพแวดล้อมทางสังคมที่สามารถปกป้องคุ้มครองพวกเขาได้ดีมาก พ่อแม่อาจจะเป็นผู้พิทักษ์และที่หลบภัยที่แข็งแกร่งให้พวกเขาได้ นอกจากนี้เด็กยังอาจจะมีเพื่อนสนิทและความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น ๆ เช่นได้ไปโรงเรียน ปัจจัยแวดล้อมภายนอกเหล่านี้คือเกราะและกำแพง ที่ช่วยขวางกั้นผลกระทบทางลบจากสงครามไม่ให้มาถึงตัวพวกเขา"

รากฐานขององค์ความรู้เชิงจิตวิทยาในเรื่องนี้ของอังกฤษ สามารถย้อนรอยกลับไปได้ถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และประสบการณ์ของเด็ก ๆ ที่รอดมาได้จากช่วงเวลาหฤโหด 8 เดือน ที่เครื่องบินรบของเยอรมนีโจมตีเกาะอังกฤษอย่างหนัก ระหว่างเดือนก.ย. ปี 1940 ถึงเดือนพ.ค. ปี 1941

Children to be evacuated from London having a gas-mask drill
Children with their rescued toys in 1940
A row of toddlers, evacuated from London during the Blitz, have their feet inspected at their new home
คำบรรยายภาพ, "หลักฐานที่เราพบค่อนข้างชัดเจนมาก...การที่ต้องเผชิญกับภาวะสงครามและการพลัดถิ่นที่อยู่อาศัย มีความเกี่ยวข้องกับแนวโน้มความเสี่ยงเรื่องปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้น" ศ.พลัสกล่าว

ศาสตราจารย์เอ็ดการ์ โจนส์ จากราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) บอกว่ามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเด็ก 212 คน ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเด็กถนนเกรตออร์มอนด์ (Great Ormond Street Hospital for Children) ในกรุงลอนดอน เมื่อตอนที่สงครามโลกครั้งที่สองใกล้จะสิ้นสุดลง ทีมผู้วิจัยได้ติดตามผลการรักษาของเด็กเหล่านี้อีกครั้งในปี 1949 หรือสี่ปีหลังสงครามยุติ จนได้พบว่ามีเด็กเพียง 21% ที่สุขภาพกายและใจได้รับการฟื้นฟูจนหายเป็นปกติ นักวิจัยยังพบว่าบทบาทของพ่อแม่ในการดูแลประคับประคองลูก ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในทางลบหรือทางบวก ล้วนมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจเด็กหลังสงครามอย่างมาก

"ความรุนแรงของปฏิกิริยาตอบสนองที่เด็กมีต่อการทิ้งระเบิด ขึ้นอยู่กับอิทธิพลจากปฏิกิริยาตอบสนองของพ่อแม่ ที่มีต่อบาดแผลทางใจของพวกเขาเอง โดยมันอาจจะขับเน้นให้เด็กมีความเครียดหวาดระแวงเพิ่มขึ้น หรือช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวลลงก็ได้" ศ.โจนส์กล่าว

ก้าวข้ามความกลัวและสร้างการควบคุม

จากประสบการณ์ของผมเองแล้ว การใช้ยาและการทำจิตบำบัดช่วยได้มาก แต่ผู้ป่วยพีทีเอสดีก็ยังคงต้องการความช่วยเหลือ และการสนับสนุนจากญาติมิตรอย่างต่อเนื่องอยู่ดี หากขาดพลังหนุนส่งจากสายสัมพันธ์ที่เอื้ออาทรของพวกเขา ผมไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถหลุดพ้นจากเงามืดของหลุมดำทางอารมณ์ได้เลย

ผมยังได้รับการสนับสนุน ให้กล้าเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่ทำให้ผมกลัว รวมทั้งสิ่งที่ย้ำเตือนให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางใจในอดีต ซึ่งผมคอยหลบเลี่ยงหลีกหนีมันมาโดยตลอด ตัวอย่างเช่นเรื่องที่ผมไม่ยอมเดินทางไปทวีปแอฟริกานานหลายปี เพราะกลัวว่ามันจะกระตุ้นเตือนให้ผมนึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดาขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม นักจิตบำบัดคอยโน้มน้าวผมทีละเล็กละน้อยให้กล้าหันมาเผชิญหน้ากับความกลัว กระบวนการนี้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดผมก็กลับไปเยือนแอฟริกาอีก โดยได้ไปยังสถานที่ที่ผมรักมากหลายแห่ง

ศ.บาโชก์ลู คือผู้ที่บุกเบิกการใช้วิธีบำบัดเชิงพฤติกรรมแบบควบคุมและเพ่งสมาธิ (CFBT) โดยทดลองกับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 1999 ที่ตุรกี ซึ่งภัยพิบัติในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 18,000 คน

การบำบัดเชิงพฤติกรรมแบบ CFBT เน้นกระตุ้นให้ผู้ป่วยพีทีเอสดีรู้จักควบคุมความกลัวของตัวเอง เมื่อต้องเจอเหตุการณ์สะเทือนใจที่คล้ายกันปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตัวอย่างเช่นเด็กที่ติดพ่อติดแม่ตลอดเวลา จะได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัวจนเคยชินกับการนอนคนเดียว "เมื่อเด็กก้าวข้ามความกลัวได้ อาการที่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดจากเหตุสะเทือนอารมณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการกลัวฝังใจที่มีอยู่ทั้งหมด จะพลอยดีขึ้นตามไปด้วย" ศ.บาโชก์ลูกล่าว

A teddy bear is seen left on the ground near the bomb shelter of a kibbutz home attacked by Hamas
A child rides a bicycle past a banner dedicated to hostages since the 7 October attack
A father comforts his daughter after the first helicopter arrived carrying hostages to Bellinson Hospital in Israel
คำบรรยายภาพ, สงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกส่งผลกระทบต่อเด็กหลายล้านคน เช่นเยาวชนชาวยิวที่ถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไป เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023, รวมทั้งเด็กที่เห็นคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านถูกสังหาร, และเด็กที่ต้องทนทุกข์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น

นักจิตวิทยาชาวอิสราเอลที่บำบัดรักษาสภาพจิตใจของตัวประกันเด็ก ซึ่งเคยถูกกลุ่มฮามาสจับไปเมื่อกว่าสองปีที่แล้ว ก็เน้นถึงความสำคัญของการฟื้นฟูความรู้สึกมั่นใจว่าตนเองควบคุมสถานการณ์ได้ ให้หวนคืนกลับมาสู่เด็ก ๆ เหล่านี้อีกครั้ง โดยทีมนักวิจัยชาวอิสราเอลเขียนในรายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร "สุขภาพจิตและจิตเวชศาสตร์ของเด็กและวัยรุ่น" (Child and Adolescent Psychiatry and Mental Health) ว่าเราสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยการ "มอบข้อมูลข่าวสารและพื้นที่ ให้กับผู้ที่ผ่านพ้นประสบการณ์เลวร้ายมา เพื่อให้พวกเขาได้แสดงออกถึงความกังวลภายในใจ และพยายามทำให้พวกเขามั่นใจว่า เรารับฟังความต้องการและความคิดเห็นของพวกเขา"

อย่างไรก็ตาม การเข้าแทรกแซงของนักจิตบำบัดจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยและมีเสถียรภาพเป็นอย่างมาก โดยต้องทำให้ความรู้สึกกลัวว่าจะถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายของเด็กหมดไป ด้วยการสร้างสภาพความเป็นจริงที่ปลอดภัยเพียงพอ จนไม่ต้องคอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา

ศ.พลัสกล่าวเสริมว่า "สิ่งที่เด็กต้องการมากเช่นกัน ก็คือการที่พ่อแม่อยู่สุขสบายดี ทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ในสถานที่ปลอดภัย พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษา มีชีวิตประจำวันที่เป็นแบบแผนแน่นอนและสามารถคาดการณ์ได้"

แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในภาวะสงคราม เพราะเมื่อข้อตกลงหยุดยิงถูกละเมิด สองฝ่ายจะเข้าปะทะกันในแนวหน้าทันที ทำให้ผู้อพยพไม่อาจจะเคลื่อนย้ายไปที่ไหนได้ และต้องติดอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยเป็นเวลานาน

"พวกเราถูกกระทำเหมือนไม่ใช่คน"

ประเด็นเรื่องสถานที่พักพิงที่ปลอดภัย ทำให้ผมนึกถึง "บีตา" เพื่อนชาวรวันดาขึ้นมาได้ ตอนที่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยมในปี 1994 เธอยังมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น แต่ก็ต้องมาพบกับการสังหารหมู่อันเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นับแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยพวกนาซีเป็นต้นมา

เหตุการณ์สังหารหมู่ในรวันดา อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตไปสูงสุดถึง 800,000 คน ภายในระยะเวลา 100 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าทุตซี (Tutsi) ตอนนั้นในฐานะนักข่าว ผมได้เดินทางไปกับขบวนรถคุ้มกันที่ใช้เคลื่อนย้ายเด็กกำพร้าหลายสิบคน ซึ่งบีตา อูมูบายยี ไมเรสเซ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น การพยายามผ่านด่านที่ตั้งขวางปิดถนนของกองกำลังติดอาวุธ "อินเตราฮัมเว" (Interahamwe) ผู้กระหายเลือด ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้อกสั่นขวัญแขวนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับเด็กที่สมาชิกในครอบครัวถูกสังหาร

เราต้องคอยลุ้นแบบลืมหายใจ ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนผ่านด่านบนถนนเหล่านี้ไปทีละด่าน เพราะไม่รู้ว่าพวกกองโจรที่กวัดแกว่งมีดดาบเล่มใหญ่ จะเกิดบ้าคลั่งและพุ่งเข้าโจมตีเมื่อใด

หลายปีต่อมาบีตาติดต่อผม ในตอนที่เธอเริ่มรวบรวมข้อมูล เพื่อเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์วัยเด็กของตนเอง ซึ่งปัจจุบันได้ตีพิมพ์แล้วในชื่อว่า "ขบวนรถ" (The Convoy) ผมยังจำได้ว่ารู้สึกตกตะลึง ที่ได้เห็นเธอมีท่วงท่าสง่างามและสงบสำรวม มีบุคลิกที่เปิดเผยแบบคนใจกว้าง ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส แต่งงานแล้วและมีลูกสองคน ทั้งยังเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย

บีตาเล่าว่า "สิ่งแรกที่ช่วยให้ชีวิตของฉันดีขึ้น คือการได้ย้ายไปอยู่ที่ฝรั่งเศส ทำให้ฉันหนีพ้นจากสถานที่ที่เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันพบว่าตัวเองรู้สึกปลอดภัยเพราะได้อยู่ในประเทศที่มีสันติภาพ มีบ้านให้พักพิง มีครอบครัวอุปถัมภ์ที่คอยดูแลเรื่องปากท้องและความต้องการทางวัตถุทั้งหมดของฉัน ทั้งยังมีโอกาสได้พบจิตแพทย์ด้วย ฉันได้ไปโรงเรียนอีกครั้งในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน และนั่นก็ช่วยฉันได้มากทีเดียว"

A Rwandan girl sitting on a roadside with some luggage
A group of people going about their days in Rwanda following the civil war
A child dries her face June 24, 1994 at the Nyarushishi Tutsi refugee camp on the Zaire border in Gisenyi, Rwanda
คำบรรยายภาพ, สงครามทั่วโลกส่งผลกระทบต่อเด็กหลายล้านคน โดยสถิติของปี 1994 ระบุว่าเหตุการณ์สังหารหมู่ในรวันดา อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงสุดถึง 800,000 คน ภายในระยะเวลา 100 วัน

ในภายหลังแม่ของบีตาซึ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นกัน ได้เดินทางมาอยู่กับลูกสาวที่ฝรั่งเศสด้วย แต่พ่อของเธอนั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการสังหารหมู่แล้ว

แม้บีตาจะมีบุคลิกที่ดูสงบเสงี่ยมและเยือกเย็นอย่างมาก แต่เธอบอกว่าความทรงจำอันเลวร้ายบางอย่าง ยังคงตามติดโดยไม่จางหายไปง่าย ๆ ในคืนหนึ่งเธอเกิดอาการตื่นตระหนกหรือแพนิกขึ้นมาอย่างกะทันหัน หลังได้ยินเสียงเพลงคลาสสิกจากวิทยุ ซึ่งเป็นเพลงเดียวกับที่ทางสถานีวิทยุในรวันดา ได้เคยเปิดกระจายเสียงในคืนที่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั่นเอง นอกจากนี้เสียงของดอกไม้ไฟ หรือเสียงปืนของนายพรานที่ยิงล่าสัตว์ ยังทำให้เธอต้องมุดลงไปอยู่ใต้โต๊ะในชั้นเรียนเพื่อหลบภัยมาแล้ว "นั่นเป็นเพราะฉันคิดว่าฝรั่งเศสเกิดสงคราม"

เมื่อผมถามเธอว่า ได้ทำสิ่งใดเพื่อปกป้องลูก ๆ ไม่ให้ต้องมารับสืบทอดมรดกแห่งความหวาดกลัว ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่สร้างบาดแผลทางใจในวัยเด็กของเธอบ้างหรือไม่ บีตาตอบว่า "มีบางสิ่งที่ยากจะเล่าให้ลูกของคุณฟังได้ นั่นคือเรื่องราวที่เราเคยถูกกระทำเหมือนกับว่าไม่ใช่คน รวมทั้งเรื่องที่ฉันเคยเกือบจะถูกข่มขืน บางเรื่องนั้นพูดถึงไม่ได้เลย เมื่อต้องบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้ลูกหลานฟัง ฉันกลัวว่าบาดแผลทางใจของเรา จะไปแปดเปื้อนความใสซื่อบริสุทธิ์ของพวกเขา"

บีตาเลือกที่จะเล่าถึงถิ่นกำเนิดและเรื่องราวในอดีตให้ลูกฟังอย่างรอบด้าน โดยไม่สุดโต่งไปในทางร้ายหรือดีจนเกินไป "ภาพลักษณ์ของรวันดาในใจของเด็ก ๆ ไม่ควรจะเป็นสถานที่ซึ่งมีแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพียงอย่างเดียว ฉันยังเล่าเรื่องราวตอนเด็กที่มีความสุขให้พวกเขาฟังด้วย และทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมบ้านเก่า ฉันจะเอาผลไม้ในท้องถิ่นมาฝากลูก ๆ เพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มลอง และได้ค้นพบประเทศที่มีรสชาติหลากหลาย"

แม้ตอนนี้บีตาจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดี แต่เธอก็ยังประสบปัญหาสุขภาพจิตบางอย่างเช่นอาการวิตกกังวล ซึ่งทำให้เธอต้องกินยาต้านเศร้าเป็นครั้งคราวเพื่อให้นอนหลับได้ ผมใช้ยาตัวนี้ด้วยเช่นกัน และไม่เห็นว่ามันจะเป็นภาระหรือตราบาปแต่อย่างใด ผมคิดว่าตัวเองโชคดีด้วยซ้ำที่สามารถเข้าถึงการบำบัดรักษาและยานี้ได้ ซึ่งบีตาก็เห็นด้วยกับผมในประเด็นนี้

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนลงความเห็นว่า การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมและชุมชนที่ปลอดภัย มีความสำคัญยิ่งยวดต่อเด็กที่ป่วยโรคพีทีเอสดี "พวกเขาไม่ได้เป็นแค่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องมาป่วยจิต แต่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีความสนใจและผลประโยชน์ของตนเอง นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาจำเป็นจะต้องไปโรงเรียน และต้องมีโอกาสได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งนั่นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า การบำบัดรักษาปัญหาสุขภาพจิตที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่"

Fergal Keane pictured (top right) when he returned to Rwanda
คำบรรยายภาพ, เฟอร์กัล คีน (คนที่สองจากด้านขวา) หลังเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันดา

เหล่านักจิตวิทยาที่ทำงานในฉนวนกาซา ต่างตระหนักถึงความต้องการของเด็กในเรื่องนี้ดี โดยนายดาวิเด มูซาร์โด นักจิตวิทยาที่เป็นอาสาสมัครขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) ได้เคยเขียนบทความบรรยายถึงการให้ความช่วยเหลือ และการบำบัดจิตให้เด็กชาวปาเลสไตน์ ท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือดที่เต็มไปด้วยโดรนโจมตีและระเบิดในฉนวนกาซาว่า

"ที่กาซาคุณอาจมีชีวิตรอดได้ แต่ก็หนีไม่พ้นภัยจากบาดแผลทางใจ ซึ่งเกิดจากการประสบเหตุสะเทือนขวัญอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งขาดหายไปหมด รวมถึงความคิดที่จะมีอนาคตอันสดใส สำหรับคนที่นี้แล้ว ความโศกเศร้าทุกข์ตรมไม่ได้เกิดขึ้นจากระเบิด จากการสู้รบ หรือการไว้อาลัยให้กับผู้วายชนม์ในวันนี้ แต่เกิดจากสิ่งที่จะตามมาหลังสงครามยุติ สถานการณ์ทำให้เราไม่มั่นใจว่าจะเกิดสันติภาพและการฟื้นฟูบูรณะได้ เด็ก ๆ ที่ผมเจอที่โรงพยาบาล ต่างมีสัญญาณของการถดถอยอย่างชัดเจน"

มีความเป็นไปได้ว่า ข้อตกลงหยุดยิงปัจจุบันในฉนวนกาซาที่พังเสียหายยับเยิน จะกลายเป็นสันติภาพที่ถาวรซึ่งเปิดโอกาสให้มีการฟื้นฟูบูรณะ รวมทั้งเปิดทางให้ผู้คนได้สร้างชีวิตครอบครัวขึ้นมาใหม่ และสามารถให้การศึกษาแก่ลูกหลานได้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้นี้ยังไม่แน่นอนเสียทีเดียว ที่ซูดานเริ่มมีความพยายามเปิดการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ แต่หลายคนคาดการณ์ในทางลบว่าอาจไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนสงครามในยูเครนและการสู้รบในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ก็ยังคงดำเนินต่อไปในทุกวัน โดยไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงง่าย ๆ

บาดแผลทางใจนั้นเป็นสิ่งเก่าแก่ที่มีมายาวนาน ไม่ต่างจากสงครามที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาแต่โบราณ นักการเมือง, นักข่าว, และเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ต่างก็คาดเดาถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังสงครามยุติ โดยมักจะตั้งคำถามว่า "จะเกิดอะไรขึ้นหากคนเราหยุดเข่นฆ่ากัน ?" ทว่าในความเป็นจริงนั้น ยังคงมีบางแห่งที่การประหัตประหารไม่เคยหยุดลงได้อย่างแท้จริง และนั่นคือโศกนาฏกรรมที่ดำเนินไปอย่างไร้จุดจบของเหล่าเด็กน้อย ผู้ติดอยู่ท่ามกลางการสู้รบที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นและไม่มีอำนาจควบคุม

เมื่อพิจารณาถึงองค์ความรู้ที่เราได้จากการวิจัย เพื่อนำมาเยียวยารักษาบาดแผลทางใจของผู้คนแล้ว มนุษยชาติยังคงห่างไกลจากการแก้ปัญหาที่ต้นตอได้อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการหยุดยั้งสงครามให้ได้นั่นเอง

รายงานเพิ่มเติมโดยแฮร์เรียต ไวต์เฮด