ประชามติ “เอกราช” ปาตานี กับเพดานเสรีภาพการพูดในชายแดนใต้

bbc
คำบรรยายภาพ, กิจกรรมจำลองการลงประชามติฟังเสียงคนชายแดนใต้ ที่เปิดให้ผู้ร่วมงานร่วมแสดงความคิดเห็นระหว่างการเปิดลงทะเบียน เมื่อ 7 มิ.ย. 2566
    • Author, ธันยพร บัวทอง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published

คำว่า "เอกราช" และ "แบ่งแยกดินแดน" ที่ปรากฏในกิจกรรมประชามติจำลองขององค์กรนักศึกษาน้องใหม่ที่ชายแดนใต้ ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ด้วยสถานะ "เรื่องต้องห้าม" ที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งถืออำนาจตามกฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้ เดินหน้าสืบสวนผู้เกี่ยวข้อง

“ผมมองว่าพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และผมมองว่าเป็นพื้นที่ที่เปิดสิทธิในการแสดงออกมากกว่า ไม่ควรที่จะปิดกั้น เพราะหลัก ๆ เราก็เปิดพื้นที่ทางเชิงวิชาการ ก็ควรเปิดให้ประชาชนมีสิทธิ หรือนักศึกษามีสิทธิที่จะสื่อสาร" คำชี้แจงของ อิรฟาน อูมา นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ วัย 23 ปี และประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) บอกกับบีบีซีไทย หลังเกิดประเด็นจากกิจกรรมประชามติจำลอง เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่รวมตัวกันในชื่อ ขบวนนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีวาระสำคัญ คือ การเปิดตัวกลุ่มองค์กรนักศึกษา และมีการปาฐกถาประเด็นสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง รวมทั้งงานเสวนาที่มีการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วม

ทว่ากิจกรรมประชามติจำลองเพื่อสอบถามความคิดว่าควรมีการจัดประชามติ เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองปาตานีที่ให้ผู้เข้าร่วมงานร่วมแสดงความคิดเห็นระหว่างลงทะเบียน กลายเป็นเรื่องถูกจับตา ส่งต่อ และขยายความบนโลกออนไลน์ และมีการเคลื่อนไหวตรวจสอบของหน่วยงานความมั่นคง

ข้อเท็จจริงของข้อความในบัตรแสดงความเห็นประชามติจำลอง มีคำถามที่ระบุว่า "คุณเห็นด้วยกับ สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย"

อิรฟาน ประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ บอกกับบีบีซีไทยว่า จุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมมีขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของพื้นที่ชายแดนใต้ โดยไม่ได้มีจุดประสงค์ว่าต้องการแบ่งแยกดินแดน แต่ยอมรับว่าคำว่า “เอกราช” หรือ “แบ่งแยกดินแดน” นั้นค่อนข้าง “หมิ่นเหม่” จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำไปตีความ

"เจตนารมณ์ของเรา ไม่มีจุดประสงค์ว่า พวกเราจะแบ่งแยกดินแดนหรือต้องการเอกราช ไม่ได้เขียนไว้แบบนั้น แต่ตัวบัตรประชามติ (จำลอง) ก็เขียนชัดว่า ประชาชนในที่นี้ คุณในฐานะคนปาตานี หรือในฐานะคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่ากระบวนการประชามติ จะถูกใช้ในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น” อิรฟาน กล่าว

ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ เป็นองค์กรนักศึกษาในชายแดนใต้องค์กรล่าสุดที่มีการจัดตั้งขึ้น หลังจากการปิดตัวลงขององค์กรเปอร์มาสเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาที่นิยามตัวเองว่าเป็นคน “ปาตานี” ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่จำนวนราว 60 คน และมีการรวมตัวเป็นสมาชิกมาราว ๆ 1 ปีแล้ว

Pelajar Bangsa
คำบรรยายภาพ, อิรฟาน อูมา ประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) อ่านข้อความแถลงเปิดตัวองค์กร ในช่วงท้ายของกิจกรรม

ด้านฝ่ายความมั่นคง โดย พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ระบุเมื่อ 13 มิ.ย. ว่าตรวจสอบเหตุการณ์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว เห็นว่ามีแนวโน้ม "จะหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมาย" จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ส่วนด้าน พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุเมื่อ 12 มิ.ย. ว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีส่วนราชการหลายหน่วยเร่งดำเนินการ พร้อมกับชี้ว่า การลงประชามติเรื่องเอกราช มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าทำไม่ได้ ส่วนจะผิดกฎหมายมาตราย่อยอย่างไรต้องดูพฤติกรรมและหลักฐาน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนพรรคการเมืองที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม ถ้ามีหลักฐานว่ามีความผิดก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย

เสรีภาพการพูด พื้นที่วิชาการ และกรอบของรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญไทยในมาตรา 1 ระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ แล้วเสรีภาพในการอภิปรายประเด็นรูปแบบการปกครอง เช่น กรณีข้อความในกิจกรรมประชามติจำลอง ขอบเขตควรทำได้แค่ไหน

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ยืนยันว่า สิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกในเชิงวิชาการในพื้นที่สถาบันการศึกษา ไม่ควรปิดกั้น อีกทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรมีติดตัวมนุษย์อยู่แล้ว และข้อเสนอให้มีการจัดประชามติฟังความเห็นตามที่มีการจำลอง อาจช่วยลดการใช้ความรุนแรงของฝ่ายที่ใช้อาวุธลงได้

"การแสดงออกในเชิงนี้ มันเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า ว่าอาจจะลดความขัดแย้งในพื้นที่ได้มากขึ้น สุดท้ายแล้ว คนที่มีแนวคิดว่าจะใช้ปืนหรือใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ อาจจะหันมาต่อสู้ทางการเมืองอย่างที่เรานำเสนอ อันนี้เป็นโจทย์หลักของประชาชนและของรัฐบาลในประเทศนี้"

ทัศนะของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประเด็นชายแดนใต้ มองประเด็นนี้ว่า นี่เป็นเวทีวิชาการ เพราะองค์ประกอบของผู้เข้าร่วม และเนื้อหาเป็นการพูดถึงในเชิงวิชาการเป็นหลัก

pelajar
คำบรรยายภาพ, ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) ซึ่งในเดือน ธ.ค. ปี 2022 ใช้ชื่อว่า ขบวนนักศึกษาปาตานี ทำกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล เมื่อ 10 ธ.ค.

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิชาการและนักวิจัยของสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้ความเห็นกับ The Patani ว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้น หากเป็นบทบาททางวิชาการก็ควรจะเป็นที่ยอมรับได้ อีกทั้งเงื่อนไขหรือขอบเขตที่ทำกิจกรรมเรื่องนี้ก็อยู่ในวงจำกัด คืออยู่ในห้องประชุมของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการศึกษาในเชิงวิชาการรัฐศาสตร์ เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าจะมีปัญหามากถึงขนาดจะขยายตัวกลายเป็นการเคลื่อนไหวระดมมวลชนอย่างที่วิตกกังวล

"ฝ่ายรัฐที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) หรือ สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) เอง ควรชั่งน้ำหนักให้ดีถึงสถานการณ์นี้ว่าเป็นการแสดงออกทางวิชาการ และเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับโอกาสความเป็นไปได้ในการหาทางออกหรือการแก้ปัญหาในพื้นที่ นอกเหนือจากวิธีการอื่น ๆ ที่เคยทำอยู่" ผศ.ดร.ศรีสมภพ ระบุ และบอกว่า

"การระมัดระวังในเรื่องของความมั่นคงควรจะมีเงื่อนไข และมีขอบเขตอยู่เหมือนกัน ว่าจำกัดขอบเขตเท่านี้และคุยทางวิชาการก็น่าจะยอมรับได้"

ประเด็นอ่อนไหวต่อพรรคการเมือง

ในกิจกรรมเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. มีช่วงของการเสวนาที่ตัวแทนพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ ประชาชาติ ก้าวไกล และเป็นธรรม ถูกเชิญเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็น "การกำหนดอนาคตตนเอง กับสันติภาพปาตานี" นำมาสู่การชี้แจงจากตัวแทนพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค ยืนยันกระบวนการที่อยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญภายใต้รูปแบบรัฐเดี่ยวของประเทศไทย

"เราอยู่ในกรอบของรัฐไทย และรัฐบาลไทยยังต้องทำงานภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่ทั้งหมดควรมีพื้นที่ให้กับทุกคนในการถกเถียง" นายรอมฎอน ปันจอร์ ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวหลังการประชุมนัดแรกของคณะทำงานย่อย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เมื่อ 9 มิ.ย. และย้ำว่าไม่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน

Pelajar Bangsa
คำบรรยายภาพ, พรรคการเมือง 3 พรรค ได้รับเชิญร่วมเสวนาประเด็นสันติภาพ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับกิจกรรมประชามติ โดยในวงเสวนาไม่ปรากฏตัวแทนจากพรรคก้าวไกล

นอกจากนี้ นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม และว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค ยังได้กล่าวกับรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ว่า พรรคเป็นธรรม ไม่ได้อยู่เบื้องหลังหรือเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรม ส่วนการไปร่วมงานเสวนาของรองเลขาธิการพรรค เป็นการประสานในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งทางพรรคให้ทราบ และไม่ทราบว่ามีกิจกรรมจำลองประชามติมาก่อน

กัณวีร์ ระบุด้วยว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของพี่น้องประชาชน จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและเข้าไปพูดคุยกันในรัฐสภาเท่านั้น

"ถ้าไปแบบสุดโต่ง ตรงที่ว่าจะเป็นเอกราช คำนี้คงเป็นไปไม่ได้ คงจะต้องมีการพูดคุยในเชิงวิชาการด้วยกับกลุ่มน้อง ๆ ว่าในทางกฎหมายไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน เพราะมันผิดมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ" นายกัณวีร์ ระบุ

ล่าสุด วันนี้ (16 มิ.ย.) พรรคเป็นธรรม โดยนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรค ลงนามในมติกรรมการบริหารพรรค ให้รองเลขาธิการพรรค ที่ร่วมในกิจกรรมเปิดตัวขบวนนักศึกษาฯ และรองโฆษกพรรค ที่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวบนโซเชียล พ้นจากตำแหน่ง โดยอ้างว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม

สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง คืออะไร

อิรฟาน ระบุว่าการออกแบบกิจกรรมนี้ เป็นการเสนอวิธีทางการเมือง เพื่อให้เป็นช่องทางที่ประชาชนในพื้นที่ได้ส่งเสียงของตัวเอง หลังจากเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานเกือบ 20 ปี

“เราได้มีการถกเถียงว่า 18 19 20 ปีที่ผ่านมา มีการสูญเสียชีวิตทั้งจากกลุ่มที่ต่อสู้ผ่านองค์กรที่ใช้อาวุธ และมีการสูญเสียชีวิตของประชาชนมากมาย เรารู้สึกว่าจะลองสักครั้งไหม ลองว่าการนำเสนอวิธีทางการเมือง หรือการให้สิทธิเสรีภาพการแสดงออกต่อประชาชนขึ้นมาว่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของประชาชนที่นี่หรือไม่”

อิรฟานอธิบายว่า นี่คือแนวคิดสิทธิในการกำหนดชะตากรรม/อนาคตตนเอง (Right To Self-Determination หรือ RSD) ที่เขาเห็นว่ารัฐควรจะเปิดรับ เพื่อให้ประชาชนได้กำหนดได้ด้วยตนเองว่าต้องการวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบไหน รวมถึงกระบวนการสันติภาพ

"การที่เป็นคนในพื้นที่ (ชายแดนใต้) มันก็ยากนะครับว่า ที่ต้องถูกกดทับโดยกฎหมายพิเศษ ที่ต้องเจอความรุนแรง ตื่นมาต้องเจอ ต้องคิดว่า เราจะไปตรงนี้ เราจะโดนอะไรไหม" อิรฟาน ระบุ

"RSD มันควรเป็นสิ่งที่รัฐควรออกมาให้ความสำคัญ ความขัดแย้งในพื้นที่มันก็เกิดขึ้นมาโดยตลอดและไม่จบ ผมมองว่าสุดท้าย ปัญหาหรือว่ากระบวนการสันติภาพ มันก็ต้องจบที่นี่ คนที่นี่จำเป็นที่จะต้องกำหนด" นักศึกษากฎหมายวัย 23 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย

ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ ชี้ว่า กระบวนการสันติภาพในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีรูปธรรมความก้าวหน้าในเชิงหลักคิด เช่น การหยุดยิง การปรึกษาหารือในที่สาธารณะ โดยในข้อตกลงทั่วไประหว่างรัฐบาลไทยและกลุ่มบีอาร์เอ็น เมื่อเดือน มี.ค. 2565 ก็ปรากฏถ้อยคำในเอกสารว่า ยอมรับสิทธิการแสดงออกของประชาชน "ปาตานี" ด้วย ดังนั้น หมายความว่าเป็นที่ยอมรับได้หากเป็นการพูดในกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย

"โดยนัยของการตีความทางวิชาการ เหมือนกับยอมรับว่า มันมีสิทธิในการกำหนดตัวเองอยู่ในกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ที่สามารถจะยอมรับได้ ถ้าตามหลักทางวิชาการ คือ RSD (สิทธิในการกำหนดตนเอง) เป็นสิทธิที่อยู่ภายในสังคม หรือภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐ ที่สามารถแสดงออกได้ในกรอบอันนี้ เป็นสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะเป็นสิทธิของประชาคมคนกลุ่มน้อย"

ความเห็นต่อรูปแบบการปกครองผ่าน Peace Survey

แล้วคนในพื้นที่มีความคิดความเห็นต่ออนาคตของจังหวัดชายแดนใต้อย่างไร เครื่องมือที่ใช้อ้างอิงความเห็นของคนในพื้นที่เครื่องมือหนึ่ง ซึ่งถูกนำเสนอในโต๊ะเจรจาสันติภาพด้วยนั้น คือ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey)

การสำรวจนี้ ดำเนินการโดยเครือข่ายทางวิชาการ 24 องค์กร นำโดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มอ.ปัตตานี สำรวจความเห็นของคนในพื้นที่มาแล้ว 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2559 รวม 9,272 ตัวอย่าง ที่อาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีก 4 อำเภอของ จ.สงขลา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งมีประเด็นการสอบถามเกี่ยวกับเรื่อง รูปแบบการปกครองในพื้นที่ด้วย

ผลสำรวจความเห็น Peace Survey ครั้งล่าสุดที่มีการเผยแพร่ คือ ครั้งที่ 6 เมื่อปี 2564 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,391 ตัวอย่าง ผลสำรวจชี้ว่า 44.9% ของกลุ่มตัวอย่าง มีความเห็นว่าการพูดคุยในประเด็นรูปแบบการปกครองนั้นมีความจำเป็นมาก

สถานวิจัยความขัดแย้งฯ มอ.ปัตตานี
คำบรรยายภาพ, ผลสำรวจความเห็น Peace Survey ครั้งที่ 6 เมื่อปี 2564

ขณะที่มีกลุ่มตัวอย่าง 35.2% ระบุว่า ขอไม่ตอบและไม่รู้ เมื่อสอบถามถึงรูปแบบการปกครองที่เป็นอิสระจากประเทศไทย โดยคณะผู้สำรวจและวิจัย ระบุว่า "สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวและความกังวลในการแสดงออกทางความคิดในประเด็นดังกล่าว"

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจต่อรูปแบบการปกครองแบบต่าง ๆ ดังนี้

27.3% เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจมากขึ้น ด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่น ๆ ของประเทศ (เพิ่มอำนาจให้ อบจ./ อบต. มากขึ้น) และ 32.1% ระบุว่า พอรับได้กับรูปแบบการปกครองเช่นนี้

24.4% เห็นด้วยกับรูปแบบการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ เขตปกครองพิเศษ (กลุ่มตัวอย่างต้องการให้เป็นอย่างนั้นและจำเป็นอย่างยิ่ง)

25.1% รับไม่ได้เลยกับกับรูปแบบการปกครองที่เป็นอิสระจากประเทศไทย (เทียบกับผลสำรวจปี 2561 มีกลุ่มตัวอย่าง 33% ระบุว่า รับไม่ได้เลย)

13.4% เห็นด้วยกับรูปแบบการปกครองที่เป็นอิสระจากประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างต้องการให้เป็นอย่างนั้นและจำเป็นอย่างยิ่ง (เทียบกับผลสำรวจปี 2561 มีกลุ่มตัวอย่าง 22.7% ที่ระบุว่าต้องการรูปแบบนี้)