ฟีฟ่าจะใช้ฟุตบอลโลก 2026 "ตีตลาดอเมริกา" สำเร็จได้ในที่สุดหรือไม่ หรือวงการฟุตบอลกันแน่ที่จะต้องปรับตัว ?

ที่มาของภาพ, Andrew J. Clark/ISI Photos/ISI Photos via Getty Images
- Author, ชาอึล คาซาโพลู
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Reporting from, รายงานจากนครลอสแอนเจลิส, สหรัฐฯ
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
ตลอดสัปดาห์นี้ ผู้คนทั่วสหรัฐอเมริกาล้วนให้ความสนใจไปกับกีฬาบาสเกตบอล ชาวอเมริกันหลายล้านคนเฝ้าลุ้นว่าทีมนิวยอร์ก นิกส์ (New York Knicks) จะคว้าแชมป์การแข่งขันสมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติ (สหรัฐฯ) หรือ เอ็นบีเอ (NBA) ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษหรือไม่
ทว่าที่สปอร์ตบาร์แห่งหนึ่งใจกลางนครลอสแอนเจลิส ณ โต๊ะมุมหนึ่งที่คลุมด้วยธงชาติสหรัฐฯ กลุ่ม "อเมริกัน เอาต์ลอว์ส" (American Outlaws) มารวมตัวกัน และบาสเกตบอลเป็นเรื่องสุดท้ายที่พวกเขานึกถึง
แฟนบอลตัวยงกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มกองเชียร์อย่างเป็นทางการของทีม "ซอคเกอร์" ทีมชาติสหรัฐฯ ทั้งชายและหญิง ต่างสวมเสื้อทีมชาติ ห่มธงชาติ พันผ้าพันคอ มาเฝ้าชมเกมอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายระหว่างทีมชาติสหรัฐฯ กับทีมชาติเยอรมนี ก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกจะเปิดฉาก
"ตอนนี้ฟุตบอลคือชีวิตของผมไปแล้ว" เคิร์ก โลโบ ซึ่งพาลูกสาวตัวน้อยที่เล่นฟุตบอลเช่นกันมาด้วย กล่าว ก่อนเสริมว่า "ทั้งที่จริง ๆ ผมโตมาแบบไม่ชอบซอคเกอร์เลยด้วยซ้ำ"
ทั้งนี้ ในสหรัฐฯ กีฬาซอคเกอร์ คือชื่อเรียก กีฬาฟุตบอลอย่างที่คนไทยเรียกกัน

เคิร์กเติบโตมากับบาสเกตบอลเช่นเดียวกับคนอเมริกันจำนวนมาก ความสนใจในฟุตบอลของเขาเพิ่งมาเริ่มเอาทีหลัง โดยเริ่มจากการเตะเล่นเป็นงานอดิเรก ก่อนจะติดตามชมซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างคริสเตียโน โรนัลโด
ส่วนแดนนี เมดินา สมาชิกร่วมกลุ่มเอาต์ลอว์ส ชี้ว่า จุดเริ่มต้นของเขาคือลิโอเนล เมสซี และคีลิยัน เอ็มบัปเป้ แต่ฟุตบอลก็ไม่เคยเป็นกีฬาอันดับต้น ๆ ในวัยเด็กของเขาเช่นกัน
"คนอเมริกันส่วนใหญ่เล่นบาสเกตบอล เบสบอล หรือกีฬาแบบอเมริกัน เพราะโรงเรียนประถมของเราปูทางไปสู่กีฬาเหล่านั้น" แดนนีกล่าว
"นักกีฬาส่วนใหญ่จึงมุ่งไปเล่นกีฬาเหล่านั้นที่ทำเงินให้พวกเขาได้มหาศาล"
ทว่าแรงจูงใจด้านผลกำไรนี่เองคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า องค์กรลูกหนังโลก เลือกตัดสินใจมอบสิทธิ์เจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 ให้แก่สหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา ตั้งแต่แรก
ด้วยแรงหนุนจากดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและสปอนเซอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ ที่มีการขยายจำนวนทีมและจัดขึ้นในตลาดกีฬาที่มีความเป็นพาณิชย์สูงที่สุดในโลก จะกลายเป็นมหกรรมที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬา โดยคาดว่าฟีฟ่าจะกวาดรายได้เป็นสถิติใหม่ถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีนี้ปีเดียว
เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กล่าวถึงความตื่นเต้นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของฟุตบอลในสหรัฐฯ โดยชี้ว่าปัจจุบันตลาดอเมริกาคิดเป็นเพียง 3% ของจีดีพีฟุตบอลทั่วโลก ซึ่งหมายถึงโอกาสเติบโตมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับนักลงทุน

ที่มาของภาพ, Brenda J Elsey
ช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ปรากฏการณ์ทั้งด้านกีฬาและการพาณิชย์ครั้งนี้จะ "ตีตลาดอเมริกา" ได้สำเร็จเสียที หรือตัวทัวร์นาเมนต์เองต่างหากที่เสี่ยงจะถูกบดขยี้ด้วยต้นทุนมหาศาลและกระแสการเมืองที่รุมล้อมอยู่รอบด้าน
สนามพร้อมแล้วสำหรับเหล่าซูเปอร์สตาร์ลูกหนังที่จะเปล่งประกายบนสังเวียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ฉากหลังเดียวกันนี้ก็อาจเผยให้เห็นว่า บรรดาผู้ที่รักเกมฟุตบอลพร้อมจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน เพื่อเอาใจตลาดใหม่แห่งนี้
มหกรรมฟุตบอลโลกปี 1994 ซึ่งจัดขึ้นในสหรัฐฯ ทั้งหมด ยังคงเป็นครั้งที่มีผู้ชมในสนามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยยอดแฟนบอลกว่า 3.5 ล้านคน และมีส่วนผลักดันให้ฟุตบอลแทรกตัวเข้าสู่กระแสหลักของอเมริกา
สองปีต่อมา เมเจอร์ลีกซอคเกอร์ (MLS) ก็ถือกำเนิดขึ้น ตามเงื่อนไขที่ฟีฟ่ากำหนดไว้แลกกับสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ และมาวันนี้ เมื่อทุนอเมริกันหลั่งไหลเข้าไปอยู่ทั่ววงการฟุตบอลยุโรป ความหวังจะได้เห็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่อีกระลอกจึงพุ่งสูง
"ในปี 1994 ตลาดซอคเกอร์ในสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่วันนี้เรามีลีกอาชีพที่เฟื่องฟู และสนามฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก" เจที แบตสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ (US Soccer) กล่าวกับ บีบีซี สปอร์ต (แผนกข่าวกีฬา) "ซัมเมอร์(ฤดูร้อน)นี้คือโอกาสอันเหลือเชื่อที่เราจะพลิกโฉมหน้าของซอคเกอร์ในอเมริกา"
เอมี แบสส์ ศาสตราจารย์ด้านกีฬาศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแมนแฮตตันวิลล์ เห็นพ้องว่าบทสนทนาระดับชาติว่าด้วยฟุตบอลได้เปลี่ยนไปอย่างถึงรากลึกในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา
"ปี 1994 มันคือภารกิจพิสูจน์ว่าซอคเกอร์มีที่ทางในประเทศนี้" เธอกล่าว "แต่ปี 2026 คำถามไม่ใช่ว่าซอคเกอร์ควรอยู่ที่นี่หรือไม่อีกต่อไป แต่คือซอคเกอร์มีความหมายอย่างไรต่ออเมริกา
"ปี 1994 ซอคเกอร์ถูกขนานนามว่าเป็นกีฬาแห่งอนาคต และตอนนี้ อนาคตมาถึงแล้ว"

เมเจอร์ลีกซอคเกอร์เองขยายทั้งฐานแฟนบอลและขอบเขตเชิงพาณิชย์ของกีฬาชนิดนี้ได้จริง แต่เป็นการขยายแบบ "อเมริกันจ๋า" ลีกแห่งนี้ไม่มีระบบเลื่อนชั้น-ตกชั้น และให้น้ำหนักอย่างมากกับมูลค่าแฟรนไชส์และรายได้ ขณะที่ ดร.เบรนดา เอลซีย์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา นครนิวยอร์ก ชี้ให้เห็นถึงความตึงเครียมระหว่างภาพลักษณ์เชิงพาณิชย์ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม กับจิตวิญญาณรากหญ้าของเกมลูกหนัง
"MLS เดินตามรอย NFL [ลีกอเมริกันฟุตบอล] และ MLB [เมเจอร์ลีกเบสบอล] ไปไกลมาก ทั้งที่นั่งวีไอพีและห้องรับรองหรู" ศ.เอลซีย์กล่าว "แต่เส้นเลือดใหญ่ของวงการซอคเกอร์อเมริกันจริง ๆ กลับเต้นอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เป็นทางการกว่านั้นมากอย่าง สนามบอลในอีสต์ลอสแอนเจลิส ไมอามี ฟิลาเดลเฟีย"
ฟุตบอลโลก 2026 ก็ดูจะไม่ช่วยคลายความตึงเครียดนี้ลงเลย ราคาตั๋วที่พุ่งทะยานบวกกับค่าเดินทางมหาศาล เสี่ยงทำให้ทัวร์นาเมนต์กลายเป็นงานเฉพาะกลุ่มคนมีกำลังจ่าย จากเดิมที่เคยกังวลว่าสนามจะเต็มหรือไม่ คำถามวันนี้กลับกลายเป็นว่า จะมีใครบ้างที่มีปัญญาจ่ายเงินเพื่อเข้าไปดู
"อันตรายอยู่ตรงที่ คนที่ได้สัมผัสเกมลูกหนังในสนามอาจยิ่งจำกัดวงอยู่ในกลุ่มคนมีฐานะมากขึ้นเรื่อย ๆ" ศ.แบสส์กล่าว "เราเสี่ยงที่จะเห็นฟุตบอลโลกกลายเป็นสินค้าหรู ซึ่งนั่นไม่ใช่จิตวิญญาณของซอคเกอร์อย่างที่แฟนพันธุ์แท้รู้จักกันเลย"
ในสหรัฐฯ แฟนบอลพันธุ์แท้เหล่านี้มีรากมาจากชุมชนผู้อพยพมาแต่ไหนแต่ไร โดยฟุตบอลทำหน้าที่เป็นสะพานวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงพวกเขากลับสู่บ้านเกิด
"ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพชาวอิตาเลียนหรือไอริช มาจนถึงผู้อพยพจากละตินอเมริกาและแอฟริกาในวันนี้ คนเหล่านี้คือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงและพลังขับเคลื่อนของฐานแฟนบอลอเมริกัน" ศ.เอลซีย์กล่าว และอิทธิพลที่ว่านี้ก็ปรากฏชัดในหมู่สมาชิกอเมริกัน เอาต์ลอว์ส ที่สปอร์ตบาร์แห่งนั้น

ที่มาของภาพ, Henry Rodenburg/Icon Sportswire via Getty Images
เดวิด เรนดอน ผู้ย้ายจากกัวเตมาลามาอยู่สหรัฐฯ ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และปัจจุบันอาศัยอยู่ย่านอีสต์ฮอลลีวูด บอกว่า "ประเทศนี้ให้อะไรผมมากเหลือเกิน นั่นคือเหตุผลที่ผมเชียร์ประเทศนี้" และแม้ปี 1994 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ "ความคลั่งไคล้ฟุตบอลในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ก็เติบโตขึ้นมหาศาลนับจากนั้นมา"
คาร์ลอส โรดริเกซ ลูกชายของผู้อพยพจากเม็กซิโก ซึ่งมานั่งชมเกมอุ่นเครื่องนัดส่งท้ายก่อนฟุตบอลโลกของทีมชาติสหรัฐฯ พร้อมลูกชาย เห็นด้วยกับมุมมองนี้ "ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเราจะได้เมสซีมาอยู่ที่นี่" เขาตั้งคำถาม "ลีกของเรากำลังโตขึ้นทีละนิด และทั้งโลกก็เริ่มหันมามอง"
อย่างไรก็ตาม มีอยู่หนึ่งแขนงของเกมลูกหนังที่สหรัฐฯ ครองความเป็นเจ้าโลกมาตั้งแต่ก่อนปี 1994 เสียอีก
"สหรัฐอเมริกาคือบ้านของราชวงศ์ลูกหนังระดับนานาชาติของแท้ นั่นคือทีมฟุตบอลหญิง" ศ.แบสส์กล่าว
ทีมฟุตบอลหญิงสหรัฐฯ คว้าแชมป์โลกมาแล้ว 4 สมัย เหรียญทองโอลิมปิกอีก 5 ครั้ง และในปี 2022 ยังบรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์เรื่องค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกับทีมชายกับสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ
"ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงเป็นเสาหลักของชุมชนซอคเกอร์ในสหรัฐฯ มาโดยตลอด" ศ.เอลซีย์กล่าว
ความสำเร็จของพวกเธอหล่อหลอมมุมมองของคนทั้งประเทศที่มีต่อกีฬาชนิดนี้ และมุมมองที่ว่ากำลังจะถูกเร่งเครื่องครั้งใหญ่

ที่มาของภาพ, Michael Miller/ISI Photos/ISI Photos via Getty Images
ขณะที่ในปี 1994 แฟนบอลจำนวนมากติดตามทัวร์นาเมนต์ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์และไฮไลต์หลังจบเกม ประสบการณ์ฟุตบอลโลก 2026 จะฉับไวกว่านั้นมาก และยากจะมองข้ามยิ่งกว่าเดิม
"แม้แต่เด็กเจนซี และเจนอัลฟาที่ไม่ได้เตะบอลเอง ก็จะได้เห็นคลิป ประเด็นดราม่า และดาวรุ่งหน้าใหม่ผ่านตาอยู่ดี" ศ.เอลซีย์กล่าว
ทุกวันนี้ วัฒนธรรมฟุตบอลแผ่ขยายไปไกลเกินกว่าช่องทางการถ่ายทอดสดแบบดั้งเดิม นักเตะบางคนถึงขั้นมีแฟนคลับทั่วโลกจากโซเชียลมีเดียแทบจะล้วน ๆ
"เรามีโซเชียลมีเดีย เกมแฟนตาซี เกม การพนันถูกกฎหมาย สโมสรท้องถิ่นของคุณเอง ลีกระดับต่าง ๆ ทั้ง USL [แชมเปียนชิป] MLS ไปจนถึงเวทีนานาชาติ" ศ.แบสส์กล่าว
"โลกฟุตบอลเชื่อมถึงกันตลอดเวลา"
กลับมาที่บาร์ ระหว่างที่เหล่าอเมริกัน เอาต์ลอว์ส แบ่งปันอาหารและเครื่องดื่มกันช่วงพักครึ่ง บทสนทนาก็เลี้ยวเข้าสู่อนาคตของเกมลูกหนังหลังฟุตบอลโลก 2026 และเคิร์กครุ่นคิดถึงโอกาสทองที่จะผลักดันฟุตบอลขึ้นแถวหน้าของวงการกีฬาอเมริกันเสียที
"สิ่งที่จะทำให้คนอเมริกันหันมาเปิดใจ คือเมื่อพวกเขาเข้าใจเกมหมากรุกของฟุตบอล" เขากล่าว "เข้าใจว่าการยิงประตูสักลูกมีความหมายต่อชุมชนแค่ไหน และชัยชนะที่ได้มาพร้อมกับคนในชุมชนของคุณ มันมีค่ามากเพียงใด"






























