ย้อนอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารกับจุดจบ

Thai PM
Published

ในระหว่างรอดูคำตอบจากประชาชนใน 4 คำถามของนายกฯ และรอดูการแปรผล "ประยุทธ์โพล" ไปสู่ปฏิบัติการทางการเมือง บีบีซีไทยชวนย้อนดู "จุดจบ" ทางการเมืองของหัวหน้าคณะรัฐประหารรุ่นพี่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นผู้นำคณะรัฐประหารคนที่ 5 ที่ยึดอำนาจแล้วเลือกรับตำแหน่งผู้นำประเทศเอง โดยที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่หัวหน้า คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง มีมติเอกฉันท์ 191 เสียง เห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ คนที่ 29

ผ่านมา 3 ปีของการบริหารประเทศภายใต้คำมั่น "เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน" พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันหลายกรรม-หลายวาระ ยังเดินตามโรดแมปคืนประชาธิปไตยให้ประเทศ ซึ่งหมายถึง "วาระสุดท้าย" ในทางการเมืองของเขา

ถ้าย้อนไปดูอดีตของบรรดาคณะรัฐประหารรุ่นพี่ จะพบ "จุดจบ" ที่แตกต่างกัน

Protestors

พระยาพหลพลพยุหเสนา : ลงจากอำนาจสง่างาม

ก่อรัฐประหารรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2476 ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ 5 สมัย รวม 5 ปี (ระหว่างปี 2476-2481) ถือว่า "พ้นจากอำนาจอย่างสง่างาม" ด้วยการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2481 แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยเขาได้ยุติบทบาททางการเมืองหลังจากนั้น

จอมพล ป. พิบูลสงคราม : ลี้ภัย-เสียชีวิตนอกประเทศ

เป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งหลายสมัยและครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเป็นนายกฯ 8 สมัย รวม 14 ปี 11 เดือน 8 วัน แต่เฉพาะหลังเหตุการณ์รัฐประหารเงียบเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2491 (โดยกลุ่มนายทหารที่สนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เจรจาให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และให้จอมพล ป.ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน) และทำรัฐประหารตัวเองเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2494 โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 2492 ไม่เอื้อให้เกิดอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน และให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2475 อีกครั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ครองอำนาจยาวนานถึง 9 ปี (ระหว่างปี 2491-2500) แต่ "จบไม่สวย" เมื่อถูกนายทหารรุ่นน้องที่สนิทสนมกันอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ โดยที่เขาต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น และถึงแก่อสัญกรรมในต่างแดน

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ : เสียชีวิตคาเก้าอี้

ก่อรัฐประหารจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2501 โดยอ้างเหตุความมั่นคงของประเทศ สั่งยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แล้วประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองปี 2502 โดยมีมาตรา 17 เป็นต้นแบบ "อำนาจพิเศษ" ยุคปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้รับตำแหน่งนายกฯ เอง กระทั่งมาจับมือกับจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น รัฐประหารรัฐบาลตัวเอง จากนั้นจอมพลสฤษดิ์จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ 1 สมัย รวม 4 ปี (ระหว่างปี 2502-2506) ก่อนถึงอสัญกรรมในวัยเพียง 55 ปี ด้วยโรคไตพิการเรื้อรังและอีกหลายโรค โดยถือเป็นนายกฯ คนเดียวที่ถึงแก่ "อสัญกรรมคาตำแหน่ง"

เหตุการณ์ "14 ตุลา" หรือวันมหาวิปโยค ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่นักศึกษาและประชาชนได้ลุกฮือ เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร นำไปสู่คำสั่งใช้กำลังเข้าปราบปราม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สุดท้ายรัฐบาลเผด็จการต้องลาออกจากตำแหน่ง
คำบรรยายภาพ, เหตุการณ์ "14 ตุลา" หรือวันมหาวิปโยค ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่นักศึกษาและประชาชนได้ลุกฮือ เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร นำไปสู่คำสั่งใช้กำลังเข้าปราบปราม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สุดท้ายรัฐบาลเผด็จการต้องลาออกจากตำแหน่ง

จอมพลถนอม กิตติขจร : ถูกประชาชนขับไล่ให้พ้นจากหน้าที่

เป็นนายกฯ รวม 4 สมัย รวมเป็นเวลา 10 ปี 6 เดือน (2501 และ 2506-2515) เคยก่อรัฐประหารรัฐบาลตัวเองเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2514 เนื่องจากไม่อาจควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎรได้ และเรียกตัวเองว่า "คณะปฏิวัติ" จากนั้นได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2511 ยกเลิกรัฐสภา และพรรคการเมือง ก่อนประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองปี 2515 มีมาตรา 17 เหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์ ทั้งนี้ในการรัฐประหารรอบหลัง จอมพลถนอมอยู่ในตำแหน่งนายกฯ อีก 1 สมัย (ระหว่างปี 2514-2515) ก่อนต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยพลังกดดันทางการเมืองในเหตุการณ์มหาวิปโยค 14 ต.ค.2516

ส่วนการรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุด โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2534 ก่อนที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำ รสช.คนสำคัญ จะเข้ารับตำแหน่งนายกฯ คนที่ 19 โดยระบุ "ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ" ทั้งที่เคยพูดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกฯ กลายเป็นชนวนชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจ และนำไปสู่เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" เมื่อวันที่ 17-20 พ.ค.2535 โดยที่สุดแล้ว พล.อ.สุจินดาต้องลาออกจากตำแหน่ง

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. (คนซ้าย) แต่งตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี (คนขวา) หลังก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549
คำบรรยายภาพ, พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. (คนซ้าย) แต่งตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี (คนขวา) หลังก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549

ส่วนการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อปี 2549 แม้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค.จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เอง แต่เข้าไปเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หลังเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ซึ่งไม่มีแรงต่อต้านใดๆ จากนั้นก็มีข่าวที่รับรู้กันในหมู่คนการเมืองว่าเขาให้การสนับสนุนสนุนพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งปี 2550 แต่มาปรากฏตัวในสนามเลือกตั้ง 2554 ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ซึ่งแตกออกจากพรรคเพื่อแผ่นดินเดิมนั่นเอง ทำให้ พล.อ.สนธิเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่เข้าไปอยู่ในสภานานเกือบ 3 ปี (2554-2557)

ทั้งหมดนี้เป็นบางส่วนของประวัติศาสตร์ "ผู้นำรัฐประหารรุ่นพี่" ที่มีฉากชีวิตแตกต่างกันหลังคลายอำนาจ